NASA ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ SPHEREx สร้างแผนที่ 3 มิติของท้องฟ้าทั้งหมดด้วยสเปกโทรสโกปี 102 สี หรือความยาวคลื่นแสง [1][3] นักดาราศาสตร์ใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ของ SPHEREx เพื่อยืนยันการมีอยู่ของ 'ควาซาร์แดงจัด' (Heavily Reddened Quasars HRQs) ซึ่งเป็นควาซาร์ที่แสงถูกบดบังด้วยฝุ่นอย่างหนัก [5][7] การค้น...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did NASA's SPHEREx telescope discover 77 new heavily reddened quasars, what does this tell us about the "blow-out" phase of supermassive. Article summary: Here is the answer based on the study “Hidden Monsters with SPHEREx I: A goldmine for heavily reddened quasars at cosmic noon,” submitted in May 2026 [8].. Topic tags: general, government, academic, education, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Scientists found that quasars emit radiation strong enough to shut down star formation in nearby galaxies millions of light-years away. Artist's concept of a galaxy with a brillian" source context "Monster black holes are silencing star formation across the universe | ScienceDaily" Reference image 2: visual subject "### "Rule-Breaking," Extremely Fast-Growi
นี่คือคำตอบจากรายงานการศึกษาเรื่อง “Hidden Monsters with SPHEREx I: A goldmine for heavily reddened quasars at cosmic noon” ซึ่งเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2026
SPHEREx ค้นหาอสูรกายซ่อนเร้นเหล่านี้ได้อย่างไร
NASA's SPHEREx (Spectro-Photometer for the History of the Universe, Epoch of Reionization, and Ices Explorer) ไม่ใช่กล้องโทรทรรศน์ธรรมดา ตัวยานถูกออกแบบมาให้สร้างแผนที่สามมิติของท้องฟ้าทั้งหมดด้วยสเปกตรัม 102 สี หรือ 102 ความยาวคลื่น โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า สเปกโทรสโกปี (Spectroscopy) เพื่อแยกแสงออกเป็นความยาวคลื่นองค์ประกอบ เปรียบได้กับวิธีที่ปริซึมแยกแสงอาทิตย์ให้เห็นเป็นรุ้งกินน้ำ
ความพิเศษคือ SPHEREx มองเห็นในช่วง อินฟราเรดย่านใกล้ (Near-Infrared) นี่คือกุญแจสำคัญ เพราะการสำรวจด้วยแสงในช่วงคลื่นที่ตาเรามองเห็น (optical) มักจะพลาดเป้าหมายที่ถูกฝุ่นหนาทึบบดบังไว้ แต่แสงอินฟราเรดมีความสามารถในการทะลุผ่านกลุ่มฝุ่นได้ดีกว่า ทีมนักวิจัยนำโดย Matthew Stepney ได้ใช้ข้อมูลสเปกโทรโฟโตเมตรีจาก SPHEREx เพื่อตรวจสอบผู้สมัครที่เป็นควาซาร์แดงจัด และยืนยันว่าพวกมันคือควาซาร์สว่างที่ถูกฝุ่นบดบัง พร้อมกับวัดค่าระยะห่างหรือเรดชิฟต์ (redshift) ของพวกมันได้
ผลลัพธ์ที่ได้คือการยืนยัน ควาซาร์แดงจัดใหม่ 77 แห่ง ในช่วงเรดชิฟต์ 1.5 ถึง 3.9 ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่เอกภพมีอายุเพียงประมาณ 1.6 ถึง 4.3 พันล้านปี ก่อนหน้านี้ เรารู้จักวัตถุหายากเหล่านี้เพียงไม่กี่สิบแห่ง การค้นพบครั้งเดียวของ SPHEREx ทำให้จำนวนควาซาร์แดงจัดที่รู้จักเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และรวมถึงควาซาร์ 7 แห่งแรกที่ถูกพบที่เรดชิฟต์มากกว่า 3 ซึ่งถือเป็นยุคแรกเริ่มของเอกภพ
หลักฐานที่ตอกย้ำทฤษฎี 'ช่วงระเบิดก๊าซ' (Blow-out Phase)
ควาซาร์แดงจัดไม่ได้เป็นแค่ควาซาร์ธรรมดา แต่นักดาราศาสตร์เชื่อว่ามันเป็นภาพ snapshot ของ 'ช่วงระเบิดก๊าซ' (Blow-out Phase) ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ แต่รุนแรงในการเติบโตของหลุมดำมวลยิ่งยวด ทฤษฎีการวิวัฒนาการของกาแล็กซีในยุค 'คอสมิก นูน' (Cosmic Noon) ซึ่งเป็นยุคที่การก่อตัวของดาวฤกษ์และกาแล็กซีพุ่งถึงจุดสูงสุด อธิบายกลไกไว้ดังนี้:
ความที่ 'ช่วงระเบิดก๊าซ' นี้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เมื่อเทียบกับอายุขัยของกาแล็กซี จึงอธิบายได้ว่าทำไมควาซาร์แดงจัดถึงเป็นวัตถุที่หายากมาก และการรวบรวมตัวอย่างจำนวนมากเพื่อศึกษาจึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งในอดีต ข้อมูลจาก SPHEREx นี้จึงเป็นขุมทรัพย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้นักวิจัยสามารถศึกษาคุณสมบัติทางประชากรศาสตร์ของพวกมันได้เป็นครั้งแรก เช่น ความสว่างที่แท้จริง ระดับการถูกบดบังด้วยฝุ่น และความเชื่อมโยงระหว่างประชากรควาซาร์ที่ถูกบดบังกับที่ปรากฏให้เห็น
ทำไมการค้นพบนี้จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของวิวัฒนาการกาแล็กซี
การค้นพบนี้เป็นหลักฐานเชิงสำรวจที่แข็งแกร่งที่สุดชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนว่า ควาซาร์แดงจัดคือ ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยฝุ่นและมีการก่อตัวของดาวฤกษ์อย่างรุนแรง ไปสู่กาแล็กซีที่มีควาซาร์สว่างและอาจสงบลง มันเป็นภาพของ 'ก่อน-หลัง' ในการวิวัฒนาการของหลุมดำมวลยิ่งยวด
ลองนึกภาพรังไหมที่ห่อหุ้มดักแด้ไว้ ดักแด้คือหลุมดำที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลา ผีเสื้อซึ่งก็คือควาซาร์ที่สว่างจ้าจะเจาะรังไหมหรือ 'ระเบิดฝุ่น' ที่ห่อหุ้มมันออกมา การค้นพบควาซาร์แดงจัดจำนวนมากในครั้งนี้ ทำให้เรามี 'ดักแด้' หลายสิบรังให้ศึกษากระบวนการเจาะรังไหมที่เคยเป็นเพียงทฤษฎี
ด้วยจำนวนตัวอย่างที่มากขึ้น SPHEREx ได้มอบเครื่องมืออันทรงพลังให้กับนักดาราศาสตร์ในการทดสอบแบบจำลองวิวัฒนาการของกาแล็กซีอย่างละเอียด และทำความเข้าใจว่าฟีดแบ็กอันรุนแรงจากหลุมดำไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าของตัวมันเอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อกาแล็กซีที่มันอาศัยอยู่ทั้งหมดอย่างไร
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
NASA ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ SPHEREx สร้างแผนที่ 3 มิติของท้องฟ้าทั้งหมดด้วยสเปกโทรสโกปี 102 สี หรือความยาวคลื่นแสง [1][3]
NASA ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ SPHEREx สร้างแผนที่ 3 มิติของท้องฟ้าทั้งหมดด้วยสเปกโทรสโกปี 102 สี หรือความยาวคลื่นแสง [1][3] นักดาราศาสตร์ใช้เทคนิคสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ของ SPHEREx เพื่อยืนยันการมีอยู่ของ 'ควาซาร์แดงจัด' (Heavily Reddened Quasars HRQs) ซึ่งเป็นควาซาร์ที่แสงถูกบดบังด้วยฝุ่นอย่างหนัก [5][7]
การค้นพบนี้ทำให้เราพบควาซาร์แดงจัดใหม่ 77 แห่งที่เรดชิฟต์ 1.5 ถึง 3.9 ซึ่งเพิ่มจำนวนวัตถุหายากในยุค 'คอสมิก นูน' (Cosmic Noon) เป็นมากกว่าสองเท่า [5][7][8]