เหตุผลที่สายพันธุ์นี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่
ตามข้อมูลของ CDC อัตราการเสียชีวิตโดยรวมของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้อยู่ที่ประมาณ 30% แม้ว่าอัตราจริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละการระบาด
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเชื่อว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจริงอาจมากกว่าที่รายงาน เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับแจ้งครั้งแรกเมื่อ 5 พฤษภาคม 2026 ว่ามีโรคไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตจำนวนมากใน เขตสุขภาพ Mongbwalu จังหวัด Ituri รวมถึงการเสียชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์หลายราย
ต่อมา 15 พฤษภาคม 2026 การตรวจในห้องปฏิบัติการที่กรุงกินชาซายืนยันว่าโรคดังกล่าวเกิดจากไวรัส Bundibugyo และทางการคองโกได้ประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการในวันเดียวกัน
เมื่อ 16 พฤษภาคม 2026 ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกตัดสินว่าเหตุการณ์นี้เข้าข่าย Public Health Emergency of International Concern (PHEIC) หรือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีผลกระทบระหว่างประเทศ และประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 พฤษภาคม 2026
การประกาศดังกล่าวช่วยให้สามารถระดมทรัพยากรและความร่วมมือจากหลายประเทศได้รวดเร็วขึ้น
หน่วยงานสาธารณสุขหลายแห่งเริ่มดำเนินมาตรการควบคุมโรค เช่น
วัคซีนอีโบลาที่ใช้อยู่ในบางประเทศ เช่น ERVEBO ถูกออกแบบมาสำหรับสายพันธุ์ Zaire ebolavirus และไม่ใช่การป้องกันที่ได้รับอนุมัติสำหรับสายพันธุ์ Bundibugyo
องค์การอนามัยโลกจึงเรียกร้องให้เร่ง การทดลองทางคลินิก ของวัคซีนและยาที่กำลังพัฒนาเพื่อใช้รับมือการระบาดครั้งนี้
ข้อมูลประวัติการระบาดก่อนหน้าแสดงว่าไวรัส Bundibugyo มีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยประมาณ 30% ของผู้ติดเชื้อ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของการระบาด ตัวเลขที่รายงานอาจดูสูงกว่าความเป็นจริง เพราะผู้เสียชีวิตจำนวนมากถูกนับรวมอยู่ในกลุ่ม ผู้ป่วยต้องสงสัย และระบบตรวจสอบโรคยังไม่สมบูรณ์
สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และหน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเสี่ยงของการแพร่กระจายข้ามพรมแดนในภูมิภาคแอฟริกากลาง