เจ้าหน้าที่ UN ระบุว่าอาวุธชนิดนี้ได้กลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของพลเรือนในสงครามซูดาน โดยการโจมตีจำนวนมากเกิดขึ้นในพื้นที่พลเรือน เช่น
หลายเหตุการณ์ถูกบันทึกในภูมิภาค คอร์โดฟาน ดาร์ฟูร์ และกรุงคาร์ทูม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การสู้รบรุนแรงที่สุดในช่วงหลัง
การใช้โดรนทำให้รูปแบบการรบเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่การต่อสู้เกิดขึ้นตามแนวหน้าและการโจมตีด้วยปืนใหญ่หรือกองกำลังภาคพื้นดิน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายสามารถโจมตีเป้าหมายได้จากระยะไกล
ทั้ง SAF และ RSF ใช้ อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อโจมตีเป้าหมายหลากหลายประเภท เช่น
ผลคือพื้นที่ที่เคยค่อนข้างปลอดภัยจากการสู้รบภาคพื้นดินกลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงจากการโจมตีทางอากาศ
การแพร่หลายของโดรนในซูดานยังสะท้อนถึงบทบาทของประเทศภายนอกที่สนับสนุนคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย
รายงานของหน่วยงานด้านการลี้ภัยของสหภาพยุโรประบุว่า หลังจากซูดานและ อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2023 อิหร่านได้จัดหาโดรน เช่น Mohajer‑6 และ Ababil ให้กับกองทัพซูดาน
ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นผู้สนับสนุนภายนอกที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดสำหรับฝ่าย RSF รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านอาวุธและระบบโดรน แม้ว่า UAE จะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ตุรกี มีบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพด้านโดรนให้กับกองทัพซูดานด้วย
รายงานจากสื่อและแหล่งข่าวด้านทหารบางแห่งระบุว่า กองทัพซูดานอาจยิงโดรน Bayraktar Akinci ตกใกล้ชายแดนเอธิโอเปีย โดยใช้โดรนแบบเดียวกันในการสกัดกั้นกลางอากาศ ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นเหตุการณ์ “โดรนยิงโดรน” ที่หาได้ยาก
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวอิงจากคำกล่าวอ้างของกองทัพซูดานและรายงานข่าวบางส่วนเท่านั้น และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นอิสระอย่างชัดเจน จึงควรมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ มีรายงานแต่ยังไม่ยืนยันเต็มที่
สงครามโดรนยังดึงประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ตัวอย่างเช่น กองทัพซูดานกล่าวหา เอธิโอเปียและ UAE ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีด้วยโดรนต่อสนามบินนานาชาติคาร์ทูม ขณะที่เอธิโอเปียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
แม้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการใช้โดรนกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในซูดานจะขยายไปสู่ระดับภูมิภาค
สงครามในซูดานได้เข้าสู่ปีที่สี่ และสหประชาชาติระบุว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น หนึ่งในวิกฤตมนุษยธรรมและการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้คนราว 14 ล้านคนต้องพลัดถิ่นจากบ้านของตน และอีกหลายสิบล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
การโจมตีด้วยโดรนยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะพลเรือนแม้อยู่ห่างจากแนวรบก็ยังตกเป็นเป้าหมายได้
โดรนไม่ได้เพียงเพิ่มอำนาจการโจมตีเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างของสงครามด้วย เพราะ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง โดรนไม่ได้แทนที่รูปแบบความรุนแรงเดิมของสงครามซูดาน เช่น การปิดล้อม ความอดอยาก หรือความรุนแรงทางชาติพันธุ์ แต่กำลัง ขยายและเร่งความรุนแรงเหล่านั้นให้รุนแรงยิ่งขึ้น