สหประชาชาติระบุว่าโดรนติดอาวุธคร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 880 คนในซูดานระหว่างเดือนมกราคม–เมษายน 2026 คิดเป็นมากกว่า 80% ของการเสียชีวิตจากความขัดแย้งในช่วงนั้น [4][6] โดรนกลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของพลเรือน โดยการโจมตีจำนวนมากเกิดขึ้นในตลาด คลินิก และค่ายผู้ลี้ภัยในภูมิภาคคอร์โดฟาน ดาร์ฟูร์ และกรุงคาร์ทูม [1]...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is drone warfare reshaping Sudan’s civil war, including the UN report that armed drones killed at least 880 civilians between January an. Article summary: Drone warfare is making Sudan’s war more lethal, more geographically expansive, and more internationalized. The clearest sign is the UN’s finding that armed drones killed at least 880 civilians between January and April . Topic tags: general, general web, user generated, government. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "At least 880 civilians were killed in drone strikes in Sudan between January and April this year, according to the United Nations human rights office, which warns that the increase" source context "Sudan civil war enters 'deadlier' phase due to use of drones, says UN" Reference image 2: visual subject
สงครามกลางเมืองซูดานซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2023 ระหว่าง กองทัพซูดาน (Sudanese Armed Forces – SAF) กับกองกำลังกึ่งทหาร Rapid Support Forces (RSF) กำลังเปลี่ยนรูปแบบอย่างชัดเจนจากการรบภาคพื้นดินไปสู่สงครามทางอากาศด้วยโดรน
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ชี้ว่าเทคโนโลยีนี้กำลังทำให้สงครามรุนแรงขึ้นอย่างมาก และกำลังผลักดันความขัดแย้งเข้าสู่ “ระยะที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม”
รายงานของ UN ระบุว่า โดรนติดอาวุธคร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 880 คน ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน 2026 ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 80% ของผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ UN ระบุว่าอาวุธชนิดนี้ได้กลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของพลเรือนในสงครามซูดาน โดยการโจมตีจำนวนมากเกิดขึ้นในพื้นที่พลเรือน เช่น
หลายเหตุการณ์ถูกบันทึกในภูมิภาค คอร์โดฟาน ดาร์ฟูร์ และกรุงคาร์ทูม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่การสู้รบรุนแรงที่สุดในช่วงหลัง
การใช้โดรนทำให้รูปแบบการรบเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่การต่อสู้เกิดขึ้นตามแนวหน้าและการโจมตีด้วยปืนใหญ่หรือกองกำลังภาคพื้นดิน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายสามารถโจมตีเป้าหมายได้จากระยะไกล
ทั้ง SAF และ RSF ใช้ อากาศยานไร้คนขับ (UAV) เพื่อโจมตีเป้าหมายหลากหลายประเภท เช่น
ผลคือพื้นที่ที่เคยค่อนข้างปลอดภัยจากการสู้รบภาคพื้นดินกลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงจากการโจมตีทางอากาศ
การแพร่หลายของโดรนในซูดานยังสะท้อนถึงบทบาทของประเทศภายนอกที่สนับสนุนคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย
รายงานของหน่วยงานด้านการลี้ภัยของสหภาพยุโรประบุว่า หลังจากซูดานและ อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2023 อิหร่านได้จัดหาโดรน เช่น Mohajer‑6 และ Ababil ให้กับกองทัพซูดาน
ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จำนวนมากระบุว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นผู้สนับสนุนภายนอกที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดสำหรับฝ่าย RSF รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านอาวุธและระบบโดรน แม้ว่า UAE จะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ตุรกี มีบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพด้านโดรนให้กับกองทัพซูดานด้วย
รายงานจากสื่อและแหล่งข่าวด้านทหารบางแห่งระบุว่า กองทัพซูดานอาจยิงโดรน Bayraktar Akinci ตกใกล้ชายแดนเอธิโอเปีย โดยใช้โดรนแบบเดียวกันในการสกัดกั้นกลางอากาศ ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นเหตุการณ์ “โดรนยิงโดรน” ที่หาได้ยาก
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวอิงจากคำกล่าวอ้างของกองทัพซูดานและรายงานข่าวบางส่วนเท่านั้น และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นอิสระอย่างชัดเจน จึงควรมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่ มีรายงานแต่ยังไม่ยืนยันเต็มที่
สงครามโดรนยังดึงประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ตัวอย่างเช่น กองทัพซูดานกล่าวหา เอธิโอเปียและ UAE ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีด้วยโดรนต่อสนามบินนานาชาติคาร์ทูม ขณะที่เอธิโอเปียปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
แม้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการใช้โดรนกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในซูดานจะขยายไปสู่ระดับภูมิภาค
สงครามในซูดานได้เข้าสู่ปีที่สี่ และสหประชาชาติระบุว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น หนึ่งในวิกฤตมนุษยธรรมและการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้คนราว 14 ล้านคนต้องพลัดถิ่นจากบ้านของตน และอีกหลายสิบล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
การโจมตีด้วยโดรนยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะพลเรือนแม้อยู่ห่างจากแนวรบก็ยังตกเป็นเป้าหมายได้
โดรนไม่ได้เพียงเพิ่มอำนาจการโจมตีเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างของสงครามด้วย เพราะ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง โดรนไม่ได้แทนที่รูปแบบความรุนแรงเดิมของสงครามซูดาน เช่น การปิดล้อม ความอดอยาก หรือความรุนแรงทางชาติพันธุ์ แต่กำลัง ขยายและเร่งความรุนแรงเหล่านั้นให้รุนแรงยิ่งขึ้น
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
สหประชาชาติระบุว่าโดรนติดอาวุธคร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 880 คนในซูดานระหว่างเดือนมกราคม–เมษายน 2026 คิดเป็นมากกว่า 80% ของการเสียชีวิตจากความขัดแย้งในช่วงนั้น [4][6]
สหประชาชาติระบุว่าโดรนติดอาวุธคร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 880 คนในซูดานระหว่างเดือนมกราคม–เมษายน 2026 คิดเป็นมากกว่า 80% ของการเสียชีวิตจากความขัดแย้งในช่วงนั้น [4][6] โดรนกลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของพลเรือน โดยการโจมตีจำนวนมากเกิดขึ้นในตลาด คลินิก และค่ายผู้ลี้ภัยในภูมิภาคคอร์โดฟาน ดาร์ฟูร์ และกรุงคาร์ทูม [1][4]
ทั้งกองทัพซูดาน (SAF) และกองกำลังกึ่งทหาร Rapid Support Forces (RSF) ใช้ UAV เพื่อโจมตีสนามบิน โครงสร้างพื้นฐาน และเมืองห่างไกลจากแนวหน้า [1][6]