ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานสาธารณสุขจึงมักกำหนดให้มี การฝังศพแบบควบคุมหรือ “การฝังศพอย่างปลอดภัย” โดยทีมที่ผ่านการฝึกอบรมและสวมอุปกรณ์ป้องกัน
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวมักขัดกับประเพณีท้องถิ่นและความคาดหวังของครอบครัวผู้เสียชีวิต จึงนำไปสู่การประท้วงหรือความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของคองโก ทางการยังได้ สั่งห้ามการจัดงานศพและการรวมตัวเกิน 50 คน เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ
แม้มาตรการเหล่านี้มีเหตุผลทางการแพทย์ แต่หากขาดการสื่อสารและความร่วมมือจากชุมชน ก็อาจยิ่งเพิ่มความสงสัยว่าทางการกำลังปกปิดข้อมูลหรือแทรกแซงเรื่องครอบครัว
การควบคุมอีโบลาพึ่งพาการตรวจพบผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและแยกผู้ที่อาจติดเชื้อออกจากชุมชนจนกว่าจะได้รับผลตรวจ
เมื่อศูนย์รักษาใน Bunia ถูกโจมตี ผู้ป่วยต้องสงสัย 18 คนหลบหนีเข้าสู่ชุมชน ทำให้ทีมสาธารณสุขไม่สามารถติดตาม ตรวจ หรือเฝ้าดูอาการของพวกเขาได้ทันที
สิ่งนี้สร้างความเสี่ยงหลายประการ เช่น
ไวรัสอีโบลามีระยะฟักตัวได้นานถึง 21 วัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมักติดตามผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยยืนยันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดต่อ
การระบาดครั้งนี้ได้รับการยืนยันใน จังหวัดอีตูรี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยเริ่มต้นในเขตสุขภาพ Bunia, Mongbwalu และ Rwampara
ไวรัสที่พบคือ Ebola สายพันธุ์ Bundibugyo ซึ่งพบไม่บ่อยนัก
ต่างจากสายพันธุ์ Zaire ที่มีวัคซีนแล้ว ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือการรักษาเฉพาะที่ได้รับอนุญาตสำหรับ Bundibugyo
ดังนั้นมาตรการพื้นฐานด้านสาธารณสุขจึงมีความสำคัญมาก ได้แก่
การระบาดยังมีมิติข้ามพรมแดน โดย ประเทศยูกันดารายงานผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางมาจากคองโก ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายในภูมิภาค
วันที่ 16–17 พฤษภาคม 2026 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การระบาดของอีโบลาในคองโกและยูกันดาเป็น ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern – PHEIC) ภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศ
สถานะนี้ใช้กับเหตุการณ์ด้านสาธารณสุขที่รุนแรงและต้องการการประสานงานระดับโลก
WHO ได้ส่งทีมตอบสนองฉุกเฉิน สนับสนุนการเฝ้าระวัง การตรวจในห้องปฏิบัติการ การสอบสวนผู้ป่วย และการจัดส่งอุปกรณ์ รวมถึงเตรียมความพร้อมตามแนวชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ได้เปิดใช้มาตรการตอบสนองฉุกเฉินหลังการยืนยันการระบาด รวมถึงทีมตอบสนองเร็ว ระบบบริหารจัดการเหตุการณ์ และการเพิ่มการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง
ขณะเดียวกัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ก็สนับสนุนรัฐบาลคองโกและยูกันดา โดยให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค เช่น ห้องปฏิบัติการและการติดตามผู้สัมผัส
เพื่อป้องกันการแพร่เข้าสู่ประเทศ สหรัฐฯ ยังเพิ่มมาตรการต่าง ๆ เช่น
อย่างไรก็ตาม CDC ระบุว่า ความเสี่ยงที่โรคจะแพร่เข้าสู่สหรัฐยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระบุว่า การควบคุมอีโบลาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ ชุมชนให้ความร่วมมือ
หากประชาชนไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่หรือปฏิเสธมาตรการควบคุมโรค แม้จะมีทรัพยากรและทีมแพทย์เพียงพอ การตอบสนองก็อาจสะดุด
ในคองโกตะวันออก ซึ่งเคยมีเหตุการณ์โจมตีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอดีต การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นกับชุมชนอาจสำคัญพอ ๆ กับการรักษาทางการแพทย์ เพราะหากขาดความร่วมมือ มาตรการอย่างการกักกัน การฝังศพอย่างปลอดภัย และการติดตามผู้สัมผัสก็จะทำได้ยาก และเปิดโอกาสให้ไวรัสแพร่กระจายต่อไป