นอกจากนี้ยังพบวัตถุประกอบพิธี เช่น
สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า การนำกระดูกมาใส่ในไหไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ พิธีกรรมทางศพที่มีแบบแผน
ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้นักวิจัยแทบไม่เคยพบการฝังศพจำนวนมาก ภายในไหหินโดยตรง มาก่อน ทำให้การค้นพบครั้งนี้โดดเด่นอย่างยิ่ง
การตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีจากตัวอย่างกระดูกและฟันระบุว่า ซากมนุษย์ถูกนำมาใส่ในไหระหว่าง คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึง 12
กล่าวคือ ซากมนุษย์ไม่ได้ถูกใส่ลงไปพร้อมกันทั้งหมด แต่ถูกนำมาฝังเพิ่มในหลายช่วงเวลาต่างกันตลอดหลายรุ่นของชุมชน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สภาพของกระดูก ภายในไห
ลักษณะนี้สอดคล้องกับพิธีที่เรียกว่า การฝังศพแบบทุติยภูมิ (secondary burial) ซึ่งมีขั้นตอนโดยทั่วไปคือ
รูปแบบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ไหไม่ได้ถูกใช้เป็นที่ทิ้งซาก แต่เป็น พื้นที่ประกอบพิธีศพอย่างเป็นระบบ
เมื่อพิจารณาจากจำนวนบุคคลที่มากและช่วงเวลาการใช้งานที่ยาวนาน นักวิจัยจึงตีความว่าไหใบนี้น่าจะเป็น สุสานรวมของชุมชนหรือเครือญาติกลุ่มหนึ่ง
ชุมชนอาจกลับมาที่สถานที่เดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อทำพิธีนำกระดูกบรรพบุรุษมาบรรจุไว้ในไหเดียวกัน
ทุ่งไหหินเป็นหนึ่งในภูมิทัศน์โบราณที่ลึกลับที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในอดีตมีทฤษฎีหลากหลายเกี่ยวกับหน้าที่ของไห เช่น
แต่หลักฐานโดยตรงมีค่อนข้างน้อย
การพบกระดูกมนุษย์จำนวนมาก ภายในไหเพียงใบเดียว จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า ไหเหล่านี้อย่างน้อยบางส่วนถูกใช้เป็น ภาชนะในพิธีฝังศพ
นั่นหมายความว่า ผู้คนในยุคหลังอาจพบภูมิทัศน์หินขนาดมหึมานี้ที่มีอยู่ก่อนแล้ว และนำมันกลับมาใช้ในพิธีกรรมฝังศพของตน
หลักฐานยังบ่งชี้ว่ากิจกรรมพิธีศพที่ไซต์เหล่านี้อาจดำเนินต่อเนื่องไปจนถึง คริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและศาสนา รวมถึงการแพร่กระจายของพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดีเน้นว่า ความเชื่อมโยงกับพุทธศาสนายังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และต้องการหลักฐานเพิ่มเติม
การขุดค้นที่ไซต์ 75 ถือเป็นหนึ่งในการค้นพบที่ให้ข้อมูลมากที่สุดเกี่ยวกับทุ่งไหหิน โดยช่วยให้เข้าใจว่า
การค้นพบนี้จึงช่วยไขปริศนาทางโบราณคดีที่ค้างคามานาน และทำให้เราเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับผู้คนในอดีตที่ใช้ภูมิทัศน์ลึกลับแห่งนี้เพื่อ ระลึกถึงและให้เกียรติผู้ล่วงลับ
Comments
0 comments