ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) ระบุว่า การระบาดได้ส่งผลกระทบต่อ อย่างน้อย 9 เขตสุขภาพใน DRC ซึ่งสะท้อนว่าการติดเชื้อไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ อีกต่อไป
ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานสาธารณสุขยุโรปและองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ณ ปลายเดือนพฤษภาคม 2026 มีตัวเลขประมาณดังนี้
ตัวเลขเหล่านี้เปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว เนื่องจากการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการและระบบเฝ้าระวังต้องใช้เวลา ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม รายงานยังระบุเพียง 246 ผู้ป่วยต้องสงสัยและ 80 ผู้เสียชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการระบาดขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ในเดือนพฤษภาคม 2026 WHO ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็น PHEIC ซึ่งเป็นระดับการเตือนภัยด้านสาธารณสุขระดับสูงที่ใช้เมื่อการระบาดมีความเสี่ยงข้ามพรมแดนและต้องการการประสานงานระหว่างประเทศ
ปัจจัยหลักที่ทำให้ WHO ยกระดับความเสี่ยงภายใน DRC เป็นระดับ “สูงมาก” ได้แก่
WHO ประเมินว่า ความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงในระดับประเทศและภูมิภาค แต่ยังต่ำในระดับโลก หมายความว่าการแพร่ระบาดทั่วโลกยังไม่ใช่สถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในตอนนี้
ไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งนี้คือ Bundibugyo ebolavirus ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของไวรัสอีโบลา แต่พบได้น้อยกว่าสายพันธุ์ Zaire ที่เคยทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในอดีต
ความท้าทายสำคัญคือ
ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการอนุมัติสำหรับ Bundibugyo โดยเฉพาะ เนื่องจากวัคซีนและแอนติบอดีที่มีอยู่ในปัจจุบันถูกพัฒนาสำหรับสายพันธุ์ Zaire เป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ การควบคุมโรคจึงต้องพึ่งพามาตรการสาธารณสุขแบบดั้งเดิมเป็นหลัก เช่น
หากไม่สามารถ ตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว การระบาดอาจขยายตัวต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบสาธารณสุขจำกัด
การพบผู้ติดเชื้อในยูกันดาเกิดจาก การเดินทางข้ามพรมแดนจาก DRC
องค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้ติดเชื้อรายแรกในยูกันดาเป็น ชายชาวคองโกที่เดินทางเข้าประเทศและเสียชีวิตในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของยูกันดา ก่อนที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะตรวจพบเชื้อ
ต่อมามีการยืนยัน ผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางจาก DRC จำนวน 2 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนย้ายของประชากรสามารถทำให้การระบาดข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว
หน่วยงานสาธารณสุขหลายแห่งได้เริ่มการตอบสนองร่วมกันเพื่อควบคุมการระบาด
WHO ได้ส่งทีมตอบสนองฉุกเฉินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขของประเทศต่าง ๆ
มาตรการสำคัญประกอบด้วย
Africa Centres for Disease Control and Prevention (Africa CDC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสาธารณสุขของสหภาพแอฟริกา ได้ประกาศให้เหตุการณ์นี้เป็น Public Health Emergency of Continental Security เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 เพื่อระดมทรัพยากรและการประสานงานระดับทวีป
การสนับสนุนประกอบด้วย
สหรัฐฯ ได้เปิดใช้กลไกตอบสนองผ่าน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และทำงานร่วมกับรัฐบาล DRC และยูกันดา
มาตรการหลัก ได้แก่
เจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนในสหรัฐยังอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับการระบาดครั้งนี้ในสหรัฐอเมริกา
การระบาดของอีโบลาใน DRC ปี 2026 ถูกมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะ
แม้ความเสี่ยงระดับโลกยังถือว่าต่ำ แต่สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และความสำเร็จในการควบคุมโรคจะขึ้นอยู่กับ การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การตอบสนองอย่างรวดเร็ว และความร่วมมือระหว่างประเทศ
Comments
0 comments