นอกจากนั้น โครงการยังมีเป้าหมายอื่น เช่น
แม้ธนาคารจะเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่อง “อธิปไตยด้านการชำระเงิน” แต่หลายแห่งยังตั้งคำถามต่อรูปแบบของดิจิทัลยูโร
ประเด็นแรกคือ ต้นทุนการปรับระบบ การวิเคราะห์ของ ECB ประเมินว่าภาคธนาคารอาจต้องลงทุนครั้งเดียวประมาณ €4–5.8 พันล้าน เพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับระบบใหม่นี้
อีกความกังวลสำคัญคือ การไหลออกของเงินฝาก (disintermediation)
หากประชาชนสามารถถือดิจิทัลยูโรในกระเป๋าเงินที่ได้รับการหนุนจาก ECB ได้โดยตรง เงินบางส่วนอาจย้ายออกจากบัญชีธนาคาร โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการเงิน เงินฝากถือเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของธนาคาร ดังนั้นการลดลงของเงินฝากอาจกระทบการปล่อยสินเชื่อและผลกำไร
ECB ยืนยันว่าระบบนี้ตั้งใจ รักษาโครงสร้างการเงินแบบสองชั้น คือธนาคารกลางเป็นผู้ออกเงิน แต่ธนาคารพาณิชย์ยังเป็นผู้ให้บริการกับลูกค้า
อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ว่าประชาชนสามารถถือ “เงินธนาคารกลาง” ในรูปแบบดิจิทัลได้โดยตรง ก็ยังทำให้ภาคธนาคารรู้สึกไม่สบายใจ
ในขณะที่ภาครัฐกำลังถกเถียงกัน โครงการภาคเอกชนของยุโรปก็เดินหน้าอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างสำคัญคือ European Payments Initiative (EPI) และกระเป๋าเงินดิจิทัลชื่อ Wero ซึ่งตั้งเป้าสร้างทางเลือกยุโรปแทนเครือข่ายบัตรสากล
ระบบนี้เชื่อมบริการชำระเงินระดับประเทศหลายระบบ เช่น Bizum, Bancomat, MB WAY และ Vipps MobilePay และอาจครอบคลุม ผู้ใช้ราว 130 ล้านคนใน 13 ประเทศยุโรป
โครงการเหล่านี้พยายามสร้างระบบการชำระเงินยุโรปแบบครบวงจร โดยไม่ต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทสหรัฐ
สำหรับธนาคาร วิธีนี้ดูน่าสนใจกว่า เพราะยังช่วยให้พวกเขา รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและรายได้จากธุรกรรม ไว้ในระบบธนาคาร
จึงเกิดความแตกต่างเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองฝ่าย
อีกเหตุผลที่ทำให้โครงการดิจิทัลยูโรมีความเร่งด่วน คือการเติบโตของ เงินดิจิทัลเอกชน
เจ้าหน้าที่ ECB เตือนว่า stablecoin ที่อิงดอลลาร์สหรัฐ และสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยเอกชน อาจทำให้บทบาทของเงินยูโรในระบบการเงินดิจิทัลอ่อนแอลง หากยุโรปไม่มีทางเลือกสาธารณะที่น่าเชื่อถือ
ดังนั้น ดิจิทัลยูโรจึงถูกมองว่าเป็นมาตรการเชิงป้องกัน เพื่อให้เงินยูโรยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก
แม้จะมีการถกเถียงอย่างหนัก โครงการดิจิทัลยูโรก็ยังเดินหน้าต่อไป แต่ด้วยจังหวะที่ค่อนข้างระมัดระวัง
ระยะเวลาที่ยาวนานนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของโครงการ และความจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างรัฐบาล ธนาคาร และผู้ให้บริการการเงินเอกชน
ท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่องดิจิทัลยูโรไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านเทคโนโลยีหรือกำไรของธนาคารเท่านั้น
ผู้นำยุโรปจำนวนมากมองว่า ระบบการชำระเงินคือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ คล้ายกับโครงข่ายพลังงานหรือโทรคมนาคม หากพึ่งพาระบบจากต่างประเทศมากเกินไป เศรษฐกิจอาจเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
ในอนาคต ระบบการชำระเงินของยุโรปอาจประกอบด้วยหลายองค์ประกอบพร้อมกัน เช่น
ความตึงเครียดระหว่างโมเดลเหล่านี้ยังไม่สิ้นสุด แต่ผลลัพธ์สุดท้ายอาจกำหนดว่า ใครจะควบคุมเงินดิจิทัลของยุโรป และยุโรปจะมีอิสระจากโครงสร้างการชำระเงินต่างชาติได้มากเพียงใดในอนาคต
Comments
0 comments