การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับโลกมักถูกมองว่าเป็นสนามประลองของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่แข่งขันกันด้านพลังประมวลผล ชิป และโมเดลขนาดใหญ่ แต่สิงคโปร์เลือกเดินเกมอีกแบบหนึ่ง
ประเทศเมืองขนาดเล็กแห่งนี้กำลังวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น ศูนย์กลางสำหรับการทดลอง ทดสอบ และนำ AI ไปใช้งานจริงในเศรษฐกิจจริง มากกว่าการแข่งขันสร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
แนวทางนี้ผสมผสานหลายองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการทดลอง เทคโนโลยี AI ที่เหมาะกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกรอบกำกับดูแลที่เน้นความโปร่งใสและความเชื่อถือ
แผนหลักของประเทศคือ National AI Strategy 2.0 (NAIS 2.0) ซึ่งเปิดตัวในปี 2023 โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติ 15 ด้านในช่วง 3–5 ปี เพื่อยกระดับศักยภาพ AI ของประเทศและนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น
แนวคิดสำคัญคือ “ทั้งเศรษฐกิจใช้ AI” (whole‑of‑economy approach) ไม่ใช่แค่การวิจัยในห้องทดลอง แต่ให้ AI กลายเป็นเครื่องมือในงานประจำวันของธุรกิจและภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในเสาหลักของยุทธศาสตร์คือการยกระดับทักษะของแรงงานทั้งประเทศ
ในปี 2026 สิงคโปร์เปิดตัว National AI Impact Programme (NAIIP) เพื่อช่วยทั้งบริษัทและแรงงานนำ AI มาใช้ในงานจริง โดยตั้งเป้าชัดเจนว่า
แนวคิดคือสร้างแรงงานแบบ “AI‑bilingual” หรือคนทำงานที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของตัวเอง เช่น นักบัญชี แพทย์ หรือทนายความ แต่สามารถใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว
โครงการสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อน ได้แก่
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่สร้างวิศวกร AI เพิ่มขึ้น แต่สร้างแรงงานทุกสาขาที่สามารถ ใช้ AI เป็นเครื่องมือทำงานประจำวันได้จริง
อีกหนึ่งจุดแข็งของสิงคโปร์คือการใช้สภาพแวดล้อมเมืองจริงเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี
ตัวอย่างสำคัญคือ Punggol Digital District (PDD) เขตนวัตกรรมดิจิทัลที่กำลังพัฒนาให้เป็นสนามทดสอบขนาดใหญ่สำหรับหุ่นยนต์และ "physical AI"
โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และบริษัทเอกชน เพื่อทดลองใช้งานหุ่นยนต์และระบบ AI ในพื้นที่สาธารณะจริง เช่น
บริษัทอย่าง Certis, DHL, Grab และ QuikBot เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่เข้าร่วมทดลองระบบเหล่านี้ในสภาพแวดล้อมจริงของเมือง
แนวคิดหลักคือ ทดลองในเมืองจริง ไม่ใช่แค่ในห้องแล็บ เพื่อให้เห็นปัญหาและการใช้งานจริงก่อนขยายสู่ระดับอุตสาหกรรม
อีกจุดที่สิงคโปร์พยายามสร้างความแตกต่างคือการพัฒนา AI สำหรับบริบทของภูมิภาค
AI ส่วนใหญ่ในโลกถูกฝึกจากข้อมูลภาษาอังกฤษและบริบทตะวันตก ซึ่งอาจไม่เหมาะกับภูมิภาคอื่น
เพื่อแก้ปัญหานี้ สิงคโปร์สนับสนุนโครงการ SEA‑LION (Southeast Asian Languages in One Network) ซึ่งเป็นตระกูลโมเดลภาษาแบบเปิดสำหรับภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โมเดลเหล่านี้ฝึกจากข้อมูลในหลายภาษา เช่น
ทำให้เหมาะกับการใช้งานในภูมิภาคมากกว่าระบบ AI ที่ถูกฝึกจากข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก
ความพยายามนี้ได้รับการสนับสนุนผ่าน National Multimodal LLM Programme ซึ่งมุ่งพัฒนางานวิจัย AI และสร้างขีดความสามารถด้านโมเดลขนาดใหญ่ของประเทศ
นอกจากเทคโนโลยีและบุคลากร สิงคโปร์ยังเน้นเรื่อง ความเชื่อถือใน AI อย่างจริงจัง
ประเทศเป็นผู้พัฒนา AI Verify ซึ่งเป็นเครื่องมือทดสอบระบบ AI เพื่อประเมินด้านต่าง ๆ เช่น
องค์กรสามารถใช้เครื่องมือนี้เพื่อตรวจสอบว่า AI ของตนทำงานตามหลักจริยธรรมและมาตรฐานสากลหรือไม่
ในปี 2023 ยังมีการตั้ง AI Verify Foundation ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ บริษัทเทคโนโลยี และสถาบันวิจัย เพื่อพัฒนาเครื่องมือและมาตรฐานสำหรับการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ
แนวคิดคือทำให้สิงคโปร์เป็นสถานที่ที่บริษัทสามารถ ทดลองและใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัยและโปร่งใส
เมื่อเทียบกับการลงทุนมหาศาลของสหรัฐและจีนในด้านชิปหรือศูนย์ข้อมูล สิงคโปร์แทบไม่สามารถแข่งขันในระดับเดียวกันได้
ดังนั้นประเทศจึงเลือกยุทธศาสตร์ที่ต่างออกไป
แทนที่จะเป็นผู้นำด้านโมเดลที่ใหญ่ที่สุด สิงคโปร์ต้องการเป็น “ศูนย์กลางการใช้งาน AI ในโลกจริง” ของเอเชีย
ปัจจัยที่ช่วยให้แนวทางนี้มีโอกาสสำเร็จ ได้แก่
แนวทางของสิงคโปร์สะท้อนความจริงข้อหนึ่งในยุค AI คือ
ประเทศขนาดเล็กอาจไม่สามารถครองการแข่งขันด้านโมเดลหรือพลังประมวลผลระดับโลกได้
แต่พวกเขาสามารถสร้างความได้เปรียบในอีกด้านหนึ่ง คือการเป็น สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการทดลอง นำไปใช้ และกำกับดูแล AI ในเศรษฐกิจจริง
หากกลยุทธ์นี้สำเร็จ สิงคโปร์อาจกลายเป็นโหนดสำคัญของระบบนิเวศ AI โลก ที่เชื่อมต่อระหว่างงานวิจัยระดับแนวหน้า การใช้งานจริงของอุตสาหกรรม และมาตรฐานความเชื่อถือของเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
สิงคโปร์มุ่งเป็นศูนย์กลางการนำ AI ไปใช้จริง มากกว่าการแข่งขันสร้างโมเดลใหญ่ โดยฝึกแรงงานให้มีทักษะ AI 100,000 คน และสนับสนุนบริษัทกว่า 10,000 แห่งให้ใช้ AI ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า[35][42]
สิงคโปร์มุ่งเป็นศูนย์กลางการนำ AI ไปใช้จริง มากกว่าการแข่งขันสร้างโมเดลใหญ่ โดยฝึกแรงงานให้มีทักษะ AI 100,000 คน และสนับสนุนบริษัทกว่า 10,000 แห่งให้ใช้ AI ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า[35][42] รัฐบาลใช้เมืองทั้งเมืองเป็นสนามทดลอง เช่น Punggol Digital District ที่ให้บริษัททดลองหุ่นยนต์และระบบ AI ในสภาพแวดล้อมจริงของเมือง[4][7]
ประเทศยังพัฒนาโมเดลภาษาเฉพาะภูมิภาคอย่าง SEA‑LION และสร้างมาตรฐานความเชื่อถือด้าน AI ผ่านเครื่องมือกำกับดูแลอย่าง AI Verify เพื่อดึงดูดบริษัททั่วโลก[17][49]