จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า
ความเป็นผู้นำของจีนมาจากหลายปัจจัย เช่น
ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ จีนจึงมีอิทธิพลอย่างมากต่อห่วงโซ่อุปทาน EV ของโลก ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า
แม้ว่าจีนจะครองปริมาณยอดขาย แต่การเติบโตเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เร็วที่สุดกำลังเกิดในตลาดเกิดใหม่
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการขยายตัวโดดเด่นใน
การวิเคราะห์ของ IEA ยังพบว่าตลาดเกิดใหม่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยยอดขาย EV ใน เอเชีย (ไม่รวมจีน) และลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ในปี 2024
ประเทศอย่าง ไทย เวียดนาม และบราซิล เริ่มมีบทบาทสำคัญในฐานะตลาดใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีรุ่นราคาย่อมเยามากขึ้นและเครือข่ายสถานีชาร์จที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
IEA คาดว่าปี 2026 จะเป็นอีกปีที่ทำสถิติใหม่
องค์กรคาดว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะอยู่ที่ประมาณ 23 ล้านคันในปี 2026 คิดเป็น เกือบ 30% ของรถใหม่ทั้งหมดทั่วโลก
แม้จะมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงนโยบายในบางประเทศ แนวโน้มพื้นฐานยังคงเป็นขาขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์เร่งพัฒนาไลน์รถไฟฟ้า และผู้บริโภคมีตัวเลือกที่ราคาถูกลง
เมื่อยอดขายรายปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนรถไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ปัจจุบัน จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ 80 ล้านคันบนท้องถนน ซึ่งสะท้อนการเติบโตต่อเนื่องของการใช้งาน EV ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เนื่องจากจำนวนรถ EV เป็นยอดสะสมจากการขายในแต่ละปี ตัวเลขรวมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดช่วงทศวรรษ 2020
การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในวันนี้คือ การกระจายตัวของการเติบโตไปยังหลายภูมิภาค
แม้ว่าจีนจะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุด แต่แรงขับเคลื่อนใหม่กำลังมาจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ลาตินอเมริกา และตลาดยุโรปที่กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป รถยนต์ไฟฟ้าอาจขยับจากสัดส่วนหนึ่งในสี่ของยอดขายรถใหม่ทั่วโลกในปี 2025 ไปสู่ประมาณหนึ่งในสามของตลาดภายในไม่กี่ปีข้างหน้า และกลายเป็นเสาหลักของระบบคมนาคมในอนาคต
Comments
0 comments