รัฐบาลเวียดนามระบุว่าจะยังคง ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐ เพื่อผลักดันการเจรจาให้เสร็จสิ้น โดยข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพิ่มความลึกซึ้งของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแก้ไขประเด็นความไม่สมดุลทางการค้าและอุปสรรคการเข้าถึงตลาด
การเจรจาที่ผ่านมาเกิดขึ้นหลายรอบ ครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น
ในการหารือครั้งเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเล มินห์ ฮุง ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามและสหรัฐมีลักษณะเกื้อหนุนกันมากกว่าที่จะแข่งขันกันโดยตรง ซึ่งหมายความว่าการขยายความร่วมมือทางการค้าอาจสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
เขายังย้ำว่า ธุรกิจของเวียดนามดำเนินงานตามกลไกตลาด เพื่อตอบข้อกังวลที่บางครั้งถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจาการค้าเกี่ยวกับบทบาทของรัฐในเศรษฐกิจ
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องนโยบายอุตสาหกรรม โดยฮุงกล่าวชัดว่า เวียดนามไม่มีนโยบายสร้างกำลังการผลิตส่วนเกิน (overcapacity) ซึ่งเป็นหัวข้ออ่อนไหวในการถกเถียงด้านการค้าระหว่างประเทศช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เวียดนามยังส่งสัญญาณว่าพร้อมจัดการกับประเด็นที่สหรัฐมักหยิบยกขึ้นมาในการเจรจา เช่น
ประเด็นเหล่านี้มักเป็นส่วนสำคัญของข้อตกลงการค้าสมัยใหม่ และเชื่อมโยงกับมาตรฐานด้านกฎระเบียบและการเปิดตลาด
ด้าน ริก สวิตเซอร์ รองผู้แทนการค้าสหรัฐ ระบุว่าวอชิงตันต้องการเดินหน้าความร่วมมือกับเวียดนามต่อไป เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและผลักดันให้การเจรจาบรรลุข้อตกลงในที่สุด
ทั้งสองฝ่ายมองว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ
การเจรจาปัจจุบันต่อยอดจาก กรอบความตกลงการค้าเวียดนาม–สหรัฐ เรื่อง “การค้าแบบต่างตอบแทน ยุติธรรม และสมดุล” ที่ประกาศเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025
กรอบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อ
การวิเคราะห์บางส่วนระบุว่า ภายใต้กรอบดังกล่าว สหรัฐอาจคง อัตราภาษีตอบโต้ประมาณ 20% สำหรับสินค้าบางประเภทจากเวียดนาม แต่ให้ข้อยกเว้นหรืออัตราที่ต่ำกว่าสำหรับสินค้าเฉพาะบางรายการ
แรงผลักดันสำคัญของการเจรจานี้เกิดขึ้นหลังจาก ข้อเสนอของสหรัฐในการเก็บภาษีสินค้าส่งออกจากเวียดนามก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มการเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดทางการค้าและรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ด้านการค้า
สำหรับเวียดนาม การหาทางออกผ่านการเจรจาถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจาก สหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
แม้ทั้งสองฝ่ายจะรายงานความคืบหน้าเชิงบวก แต่ รายละเอียดสุดท้ายของข้อตกลงยังไม่ได้ข้อสรุป และรัฐบาลของทั้งสองประเทศระบุว่าจะยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การเจรจาบรรลุผล
หากข้อตกลงนี้เสร็จสมบูรณ์ จะถือเป็นก้าวสำคัญอีกขั้นของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามกับสหรัฐ ซึ่งเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ ข้อตกลงการค้าทวิภาคีปี 2000 ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2001
สำหรับภาคธุรกิจ ผลลัพธ์ของการเจรจาอาจกำหนดทิศทาง ภาษีศุลกากร การเข้าถึงตลาด และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ระหว่างสองเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคอินโด‑แปซิฟิกในอนาคต
Comments
0 comments