จากนั้นระบบ AI จะดำเนินขั้นตอนที่สอดคล้องกับ กระบวนการวิทยาศาสตร์ (scientific method) ได้แก่
จุดเด่นคือ แนวคิดต่าง ๆ จะไม่ถูกยอมรับทันที แต่จะต้องผ่านการวิจารณ์และแข่งขันกันภายในระบบ
นวัตกรรมสำคัญของ Co‑Scientist คือแนวคิด idea tournaments ซึ่งเป็นกระบวนการให้สมมติฐานหลายแบบแข่งขันและพัฒนาต่อกันเป็นรอบ ๆ
ขั้นตอนหลักโดยทั่วไปมีสามช่วง
เมื่อทำซ้ำหลายรอบ ระบบจะค่อย ๆ กลั่นกรองแนวคิดจนกลายเป็น สมมติฐานที่มีเหตุผลมากขึ้นและสามารถทดสอบในห้องแล็บได้จริง
แนวทางนี้ตั้งใจเลียนแบบวิธีที่ชุมชนวิทยาศาสตร์พัฒนาความรู้ผ่านการ peer review การอภิปราย และการทดลองซ้ำ
อีกข้อได้เปรียบคือ AI สามารถวิเคราะห์ฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์และงานวิจัยจำนวนมหาศาลได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นงานที่มนุษย์ทำได้ยากในเวลาสั้น
การทดลองช่วงแรกของ Co‑Scientist เน้นไปที่ ชีววิทยาและการแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีข้อมูลจำนวนมหาศาลและต้องการแนวคิดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างหนึ่งคือการใช้ AI เพื่อช่วยค้นหา การนำยาที่มีอยู่แล้วมาใช้รักษาโรคใหม่ (drug repurposing) สำหรับโรคพังผืดในตับ หรือ liver fibrosis ซึ่งปัจจุบันยังมีตัวเลือกการรักษาจำกัด
งานวิจัยที่ถูกจัดเก็บในฐานข้อมูล PubMed ระบุว่าระบบ AI แบบ multi‑agent ถูกใช้เพื่อสร้างสมมติฐานเกี่ยวกับยาที่อาจใช้รักษาโรคนี้ และช่วยกำหนดทิศทางการทดลองในห้องปฏิบัติการ
ในการประเมินเชิงทดลอง นักวิจัยได้ทดสอบ ยาผู้สมัคร 25 ชนิด ที่ระบบช่วยเสนอ เพื่อดูประสิทธิภาพและความเป็นพิษของยา
ตามสรุปการวิจัยของ Google DeepMind ระบบสามารถช่วยระบุผู้สมัครยาบางตัวที่ถูกมองข้ามมาก่อน และหนึ่งในนั้นสามารถ ยับยั้งการตอบสนองที่เกี่ยวข้องกับการเกิดพังผืดได้ถึงประมาณ 91% ในการทดลองในห้องแล็บ
แม้ผลลัพธ์เหล่านี้จะน่าสนใจ แต่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ยังคงต้องผ่าน การทดลองในห้องปฏิบัติการและการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว
Google กำลังนำ Co‑Scientist ไปใช้งานในกรอบโครงการที่ใหญ่กว่านี้ชื่อว่า Gemini for Science ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อเร่งขั้นตอนสำคัญของการค้นคว้าวิจัย
แพลตฟอร์มนี้รวมหลายระบบ เช่น
แนวคิดคือช่วยให้นักวิทยาศาสตร์รับมือกับจำนวนงานวิจัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างแนวคิดวิจัยใหม่ได้เร็วขึ้น
Google ยังร่วมมือกับ กระทรวงพลังงานสหรัฐ (U.S. Department of Energy – DOE) เพื่อให้ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก ห้องปฏิบัติการแห่งชาติทั้ง 17 แห่ง เข้าถึงโมเดล AI สำหรับวิทยาศาสตร์ รวมถึง Co‑Scientist ผ่าน Google Cloud
DeepMind ไม่ได้ออกแบบ Co‑Scientist เพื่อแทนที่นักวิทยาศาสตร์ แต่ให้ทำหน้าที่เป็น เครื่องยนต์สร้างสมมติฐาน (hypothesis engine) ที่ช่วยเสนอแนวคิดใหม่ ๆ ให้นักวิจัยประเมินและทดสอบ
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่สถาปัตยกรรมของระบบ AI เอง
แทนที่จะให้โมเดลเดียวตอบคำถาม ระบบอย่าง Co‑Scientist ใช้ AI หลายตัวทำงานร่วมกัน คอยวิจารณ์และปรับปรุงเหตุผลของกันและกัน ซึ่งเหมาะกับปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและต้องการการสำรวจแนวคิดหลายทาง
หากระบบแบบนี้ยังพัฒนาต่อไป และแนวคิดที่มันเสนอสามารถนำไปสู่ผลการทดลองจริงได้อย่างสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสที่จะ เร่งความเร็วของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในช่วงต้นของงานวิจัยได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนสุดท้ายยังเหมือนเดิมเสมอ: วิทยาศาสตร์ที่แท้จริงยังต้องพิสูจน์ในห้องแล็บ
Comments
0 comments