รัสเซียจัดการซ้อมรบนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 19–21 พฤษภาคม 2026 ใช้กำลังพลราว 65,000 นาย อาวุธและยุทโธปกรณ์กว่า 7,800 ชิ้น พร้อมการยิงทดสอบขีปนาวุธและการฝึกร่วมกับเบลารุส [9][10][12] เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS‑28 Sarmat และตรงกับช่วงที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินเดินทางเยือนจีนเพื่อ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What does Russia’s May 19–21 large-scale nuclear drill involving about 65,000 troops, 200+ missile launchers, aircraft, ships, submarines, a. Article summary: Russia is signaling that its nuclear forces are operationally ready, politically central to its war strategy, and no longer constrained by the same arms-control environment that existed under New START. The timing also t. Topic tags: general, general web, user generated, government, education. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Russia conducts major nuclear drills | WTAQ News Talk | 97.5 FM · 1360 AM | Green Bay, WI. # Russia conducts major nuclear drills. MOSCOW, May 19 (Reuters) – Russia on Tuesday begi" source context "Russia conducts major nuclear drills | WTAQ News Talk | 97.5 FM · 1360 AM | Green Bay, WI" Re
การซ้อมรบของกองกำลังนิวเคลียร์รัสเซียระหว่าง 19–21 พฤษภาคม 2026 ถูกจับตาไปทั่วโลก ไม่ใช่เพียงเพราะขนาดของการฝึก แต่ยังรวมถึงช่วงเวลาที่มันเกิดขึ้น
การฝึกครั้งนี้มีรายงานว่ามีกำลังพลประมาณ 64,000–65,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์กว่า 7,800 ชิ้น, เครื่องยิงขีปนาวุธมากกว่า 200 ระบบ, เครื่องบินรบ เรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ รวมถึงการจำลองการยิงขีปนาวุธทั้งแบบบอลลิสติกและครูซ
เมื่อพิจารณาควบคู่กับเหตุการณ์อื่นในเดือนเดียวกัน—ทั้งการทดสอบขีปนาวุธ RS‑28 Sarmat และการเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน—นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการฝึกครั้งนี้เป็นมากกว่าการฝึกตามปกติ แต่เป็น สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ต่อเวทีโลก
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าการฝึกนี้มีเป้าหมายเพื่อทดสอบการเตรียมกำลังและการใช้กองกำลังนิวเคลียร์ “ภายใต้ภัยคุกคามจากการรุกราน” โดยมีหน่วยหลักเข้าร่วมหลายประเภท เช่น กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ กองเรือเหนือและแปซิฟิก รวมถึงหน่วยการบินระยะไกล
การซ้อมรบขนาดใหญ่ลักษณะนี้มักมีเป้าหมายสำคัญหลายด้าน เช่น
การที่การฝึกมีทั้งเครื่องยิงขีปนาวุธ เครื่องบิน เรือรบ และเรือดำน้ำ แสดงว่ารัสเซียต้องการจำลองการปฏิบัติการนิวเคลียร์แบบบูรณาการ ไม่ใช่เพียงการฝึกของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง
ส่วนหนึ่งของการฝึกเกี่ยวข้องกับการประสานงานกับ เบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัสเซีย และมีการฝึกสถานการณ์เกี่ยวกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ร่วมกัน
ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเบลารุสมีความสำคัญมาก เพราะประเทศนี้ตั้งอยู่ติดกับแนวชายแดนตะวันออกของ NATO หากรัสเซียใช้เบลารุสเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์ ก็หมายความว่ากองกำลังนิวเคลียร์บางส่วนจะอยู่ใกล้ยุโรปตะวันออกมากขึ้น
สำหรับประเทศอย่างโปแลนด์และรัฐบอลติก การฝึกร่วมลักษณะนี้ทำให้ต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของสถานการณ์ยกระดับความขัดแย้งที่เกิดใกล้พรมแดน NATO มากขึ้น
ก่อนการซ้อมรบเพียงหนึ่งสัปดาห์ รัสเซียประกาศว่าการทดสอบ RS‑28 Sarmat ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ประสบความสำเร็จ โดยการทดสอบเกิดขึ้นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2026
Sarmat ซึ่งสื่อในตะวันตกมักเรียกว่า “Satan II” ถูกออกแบบให้สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวและโจมตีเป้าหมายในระยะข้ามทวีปได้
ลำดับเหตุการณ์—เริ่มจากการทดสอบขีปนาวุธ ตามด้วยการซ้อมรบนิวเคลียร์ระดับประเทศ—ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า รัสเซียกำลัง ปรับปรุงและรักษาความพร้อมของคลังอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินเดินทางเยือนปักกิ่งระหว่าง 19–20 พฤษภาคม เพื่อพบกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง และหารือประเด็นความร่วมมือและสถานการณ์โลก
การที่การซ้อมรบนิวเคลียร์เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้นำรัสเซียกำลังพบผู้นำจีน ทำให้เกิดผลทางการทูตหลายด้าน เช่น
แม้จะไม่มีหลักฐานว่าจีนมีส่วนร่วมโดยตรงในการซ้อมรบ แต่การที่สองเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกันทำให้ข้อความทางภูมิรัฐศาสตร์ชัดเจนขึ้น
อีกบริบทสำคัญคือการหมดอายุของ สนธิสัญญา New START เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นข้อตกลงสุดท้ายที่จำกัดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และรัสเซีย
ภายใต้ข้อตกลงนี้ ทั้งสองประเทศถูกจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่ติดตั้งใช้งานไว้ที่ 1,550 หัวรบต่อฝ่าย และมีระบบตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส
เมื่อสนธิสัญญาหมดอายุและยังไม่มีข้อตกลงใหม่ โลกจึงเข้าสู่ช่วงที่สองมหาอำนาจนิวเคลียร์สามารถดำเนินนโยบายได้โดย ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายแบบเดิม
ในสถานการณ์เช่นนี้ การทดสอบอาวุธและการซ้อมรบขนาดใหญ่จึงกลายเป็นหนึ่งในวิธีหลักที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เพื่อส่งสัญญาณถึงศักยภาพและเจตนาทางยุทธศาสตร์
หากมองแยกกัน เหตุการณ์แต่ละอย่าง—การทดสอบขีปนาวุธ การซ้อมรบนิวเคลียร์ การประชุมสุดยอดกับจีน และการหมดอายุของสนธิสัญญาควบคุมอาวุธ—ล้วนเป็นข่าวใหญ่
แต่เมื่อเกิดขึ้น ต่อเนื่องกันในช่วงเวลาใกล้กันมาก ภาพรวมจึงดูเหมือนการส่งสัญญาณหลายชั้นพร้อมกัน
แม้ว่าภาพของการซ้อมรบจะดูตึงเครียด แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่า การฝึกแบบนี้ไม่ได้หมายถึงการเตรียมใช้อาวุธนิวเคลียร์จริง
มหาอำนาจนิวเคลียร์ทั่วโลก—including สหรัฐฯ และ NATO—ต่างก็ใช้การซ้อมรบเป็นเครื่องมือของการยับยั้งและการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2026 โดดเด่น คือการที่ กิจกรรมทางทหาร การทูต และการเปลี่ยนแปลงในระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้การซ้อมรบครั้งนี้กลายเป็นเวทีแสดงศักยภาพและอิทธิพลของรัสเซียในภูมิทัศน์ความมั่นคงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
รัสเซียจัดการซ้อมรบนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 19–21 พฤษภาคม 2026 ใช้กำลังพลราว 65,000 นาย อาวุธและยุทโธปกรณ์กว่า 7,800 ชิ้น พร้อมการยิงทดสอบขีปนาวุธและการฝึกร่วมกับเบลารุส [9][10][12]
รัสเซียจัดการซ้อมรบนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ 19–21 พฤษภาคม 2026 ใช้กำลังพลราว 65,000 นาย อาวุธและยุทโธปกรณ์กว่า 7,800 ชิ้น พร้อมการยิงทดสอบขีปนาวุธและการฝึกร่วมกับเบลารุส [9][10][12] เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS‑28 Sarmat และตรงกับช่วงที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินเดินทางเยือนจีนเพื่อพบสี จิ้นผิง [18][33][36]
การซ้อมรบเกิดขึ้นในช่วงที่สนธิสัญญา New START หมดอายุ ทำให้สหรัฐฯ และรัสเซียไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายต่อคลังอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ [14][53]