Citigroup ได้รับอนุญาตตั้งบริษัทหลักทรัพย์ในจีนแบบถือหุ้นต่างชาติ 100% หลังรอกระบวนการอนุมัติมากกว่า 4 ปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของธนาคารในตลาดทุนจีน [19] Jane Fraser พบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของปักกิ่ง โดยหารือเรื่องความร่วมมือด้านการบริหารความมั่งคั่งและการเงินข้ามพรมแดน พร้อมกับการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ [3][4][5] การเ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How did Citigroup CEO Jane Fraser’s meetings with top Beijing officials after Citigroup won its China securities license reflect broader U.S. Article summary: Jane Fraser’s Beijing meetings were a business-level expression of a wider U.S.-China diplomatic reset: China used Citi’s securities-license approval and talks with Fraser to signal financial-market opening, while the U.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "### Fraser said the Wall Street bank will ‘further its participation in the market to help promote US-China economic ties and trade’. Chinese Vice-Premier He Lifeng met Citigroup C" source context "Citigroup CEO Fraser meets Chinese vice-premier, Shanghai mayor as Beijing touts reforms | South China Morning
การเดินทางเยือนปักกิ่งของ Jane Fraser ซีอีโอของ Citigroup เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความหมายทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก หลังจากธนาคารได้รับอนุญาตให้ตั้งบริษัทหลักทรัพย์ที่ถือหุ้นต่างชาติ 100% ในจีนแผ่นดินใหญ่ การพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนจึงไม่ใช่แค่เรื่องการขยายธุรกิจของธนาคาร แต่ยังสะท้อนภาพใหญ่ของความพยายามรักษาช่องทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจโลก
ในปี 2026 Citigroup ผ่านขั้นตอนอนุมัติขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของจีน (China Securities Regulatory Commission หรือ CSRC) เพื่อจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์ในจีนแบบถือหุ้นเต็ม 100% หลังจากกระบวนการยื่นขออนุญาตกินเวลานานกว่า 4 ปี
ใบอนุญาตนี้เปิดทางให้ Citi เข้าร่วมแข่งขันในตลาดทุนจีนอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจวาณิชธนกิจ การรับประกันการออกหลักทรัพย์ การซื้อขาย และบริการที่ปรึกษาการลงทุน
สำหรับรัฐบาลจีน การเปิดทางให้สถาบันการเงินต่างชาติถือหุ้นเต็มในธุรกิจหลักทรัพย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเปิดเสรีตลาดการเงิน และเป็นสัญญาณว่าประเทศยังต้องการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ แม้บรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์จะตึงเครียดมากขึ้นก็ตาม
ระหว่างการเยือนจีน Fraser ได้พบกับเจ้าหน้าที่สำคัญหลายคน รวมถึง Yin Li เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำกรุงปักกิ่ง และผู้กำกับดูแลด้านการเงินของประเทศ
รายงานจากสื่อที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐระบุว่า การหารือเน้นไปที่การขยายความร่วมมือในด้านการบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) และการเงินข้ามพรมแดน (cross‑border financing)
เจ้าหน้าที่จีนยังสนับสนุนให้ Citigroup ขยายธุรกิจในปักกิ่งและช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ตลาดทุนจีน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องการเพิ่มบทบาทของนักลงทุนสถาบันระดับโลกในระบบการเงินของประเทศ
แม้การพูดคุยจะเน้นประเด็นธุรกิจการเงิน แต่ก็มีความหมายเชิงสัญญาณทางการทูต ว่าจีนยังต้องการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ
ช่วงเวลาของการพบปะครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะ Fraser เดินทางมาในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจอเมริกันที่ร่วมคณะกับประธานาธิบดี Donald Trump ในการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี Xi Jinping ที่ปักกิ่ง
คณะดังกล่าวประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการเงินหลายแห่ง สะท้อนว่าภาคธุรกิจถูกดึงเข้ามามีบทบาทในเวทีการทูตเศรษฐกิจมากขึ้น
ประเด็นหลักของการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสองประเทศครอบคลุมเรื่องสำคัญระดับยุทธศาสตร์ เช่น การค้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ และประเด็นไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในปัจจุบัน
การต้อนรับผู้บริหารจาก Wall Street อย่าง Citigroup ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อความที่จีนต้องการส่งถึงนักลงทุนทั่วโลก
เจ้าหน้าที่จีนย้ำหลายครั้งว่าประเทศกำลังเดินหน้าปฏิรูประบบการเงินและเปิดตลาดทุนมากขึ้น การให้ธนาคารต่างชาติเข้าร่วมในธุรกิจหลักทรัพย์ วาณิชธนกิจ และการบริหารสินทรัพย์ ช่วยเพิ่มความเป็นสากลของตลาดการเงินจีน และช่วยดึงเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
การพบปะกับผู้นำธนาคารระดับโลกจึงเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
แม้บรรยากาศในการพบปะจะดูเป็นมิตร แต่ฉากหลังทางการเมืองยังเต็มไปด้วยความตึงเครียด การประชุมสุดยอด Trump–Xi มีถ้อยแถลงเชิงบวกเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ "มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" แต่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมยังมีจำกัด
ทั้งสองประเทศยังคงแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในหลายด้าน ตั้งแต่เทคโนโลยีขั้นสูง นโยบายการค้า ไปจนถึงความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย
ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจึงเริ่มมีลักษณะ “สองเส้นทาง” คือ แข่งขันกันในภาคยุทธศาสตร์ แต่ยังคงรักษาความร่วมมือในภาคเศรษฐกิจและการเงิน
ใบอนุญาตบริษัทหลักทรัพย์ของ Citigroup และการพบปะของ Jane Fraser กับผู้นำจีน จึงเป็นมากกว่าการขยายธุรกิจของธนาคาร
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ภาคการเงินและบริษัทข้ามชาติได้กลายเป็นช่องทางสำคัญในการรักษาการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจของโลก
แม้ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยี การค้า และความมั่นคงจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ตลาดการเงินและการลงทุนอาจยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่สหรัฐฯ และจีนยังสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Citigroup ได้รับอนุญาตตั้งบริษัทหลักทรัพย์ในจีนแบบถือหุ้นต่างชาติ 100% หลังรอกระบวนการอนุมัติมากกว่า 4 ปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของธนาคารในตลาดทุนจีน [19]
Citigroup ได้รับอนุญาตตั้งบริษัทหลักทรัพย์ในจีนแบบถือหุ้นต่างชาติ 100% หลังรอกระบวนการอนุมัติมากกว่า 4 ปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของธนาคารในตลาดทุนจีน [19] Jane Fraser พบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของปักกิ่ง โดยหารือเรื่องความร่วมมือด้านการบริหารความมั่งคั่งและการเงินข้ามพรมแดน พร้อมกับการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ [3][4][5]
การเดินทางเกิดขึ้นพร้อมกับคณะซีอีโอสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางกับประธานาธิบดี Donald Trump ในการประชุมสุดยอดกับ Xi Jinping ซึ่งสะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในเวทีการทูตเศรษฐกิจ [1][4]