อีกจุดที่น่าสนใจคือ พลเมืองมอลตาที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน ตามรายงานเกี่ยวกับความร่วมมือนี้
เจ้าหน้าที่รัฐบาลระบุว่า เป้าหมายคือทำให้ AI กลายเป็นเครื่องมือในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ฟังดูไกลตัว โดยเฉพาะสำหรับครอบครัว นักเรียน และคนทำงาน
คอร์สความรู้ด้าน AI เป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้
แทนที่จะเปิดให้ใช้เครื่องมือทันที รัฐบาลมอลตาต้องการให้ประชาชนเข้าใจพื้นฐาน เช่น
แนวคิดนี้สะท้อนมุมมองของผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญที่มองว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีทักษะดิจิทัลควบคู่กัน เพื่อให้ประชาชนใช้ AI ได้อย่างเกิดประโยชน์จริง
การผูกสิทธิ์ใช้งานเข้ากับการเรียนคอร์ส จึงเป็นวิธีสร้าง ระดับความรู้พื้นฐานด้าน AI ให้กับประชากรทั้งประเทศ
โครงการ ChatGPT นี้ยังเป็นการทำตามคำมั่นใน งบประมาณแห่งชาติของมอลตาปี 2026 ที่ตั้งเป้าจะให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ AI และเครื่องมือ AI ฟรี
วิสัยทัศน์ของงบประมาณดังกล่าวรวมถึง
ChatGPT Plus จึงทำหน้าที่เป็น แรงจูงใจให้คนเข้าร่วมการฝึกอบรม และเริ่มนำ AI ไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน
นโยบายนี้ยังสะท้อนความจริงอีกอย่างหนึ่ง คือ ชาวมอลตาใช้ generative AI สูงอยู่แล้ว
ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่า ในปี 2025 มีประชากรมอลตาประมาณ 46.5% ที่ใช้เครื่องมือ generative AI ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดในสหภาพยุโรป รองจากเดนมาร์ก (48.4%) และเอสโตเนีย (46.6%)
ระดับการใช้งานที่สูงนี้ทำให้ประเทศถูกมองว่าเป็นพื้นที่ทดลองที่เหมาะสมสำหรับนโยบาย AI ระดับชาติ
ความร่วมมือกับมอลตาไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ OpenAI กำลังขยายความร่วมมือกับรัฐบาลทั่วโลก
ผ่านโครงการอย่าง “OpenAI for Countries” บริษัทมีเป้าหมายช่วยประเทศต่าง ๆ
ในมุมนี้ โครงการของมอลตาถือเป็น การทดลองระดับประเทศ ที่เน้นให้ประชาชนเข้าถึง AI โดยตรง พร้อมกับการฝึกทักษะไปพร้อมกัน
จนถึงตอนนี้ รายละเอียดบางส่วนของข้อตกลงระหว่าง OpenAI และรัฐบาลมอลตายังไม่ได้เปิดเผย เช่น
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น การทดลองสำคัญว่ารัฐบาลสามารถผลักดัน AI สู่ประชาชนในระดับประเทศได้อย่างไร โดยผสานทั้งการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และเครื่องมือ AI เข้าด้วยกัน
Comments
0 comments