ความแตกต่างนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ของแต่ละฝ่าย จีนมักใช้ภาษาที่ชัดเจนและหนักแน่นเพื่อย้ำว่าไต้หวันเป็นเรื่องอธิปไตย ขณะที่สหรัฐมักใช้ถ้อยคำทางการทูตที่คลุมเครือมากกว่า เพื่อรักษาสมดุลของนโยบายในภูมิภาค
รัฐบาลจีนระบุอย่างต่อเนื่องว่าไต้หวันเป็น “ผลประโยชน์หลัก” (core interest) และเป็นเรื่องอธิปไตยของชาติ
จากมุมมองของปักกิ่ง เสถียรภาพของความสัมพันธ์กับสหรัฐขึ้นอยู่กับวิธีที่วอชิงตันจัดการกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน เช่น
จีนมองว่าการกระทำเหล่านี้กระทบต่ออธิปไตยของตน และอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์สองประเทศไม่เสถียร
หลังการประชุมสุดยอด หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวว่า ฝ่ายจีนรู้สึกว่าระหว่างการหารือ สหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนเกี่ยวกับไต้หวัน และไม่สนับสนุนการประกาศเอกราชของเกาะแห่งนี้
จีนมองการตีความดังกล่าวว่าเป็นความสำเร็จทางการทูตจากการพบปะระดับผู้นำ
ขณะเดียวกัน ทรัมป์เองก็กล่าวภายหลังการเยือนจีนว่าเขา ไม่ต้องการเห็นไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ ซึ่งยิ่งตอกย้ำการรับรู้ของปักกิ่งว่าประเด็นนี้ถูกหารืออย่างตรงไปตรงมาในการประชุม
แม้จะมีการประกาศกรอบความสัมพันธ์ใหม่ แต่เหตุการณ์หลังการประชุมชี้ให้เห็นว่า “strategic stability” ระหว่างสหรัฐและจีนยังคงเปราะบาง
เพราะหากสองประเทศไม่สามารถบริหารความตึงเครียดเกี่ยวกับไต้หวันได้ กรอบแนวคิดดังกล่าวก็อาจเป็นเพียงถ้อยคำทางการทูต มากกว่าจะเป็นกลไกที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจมีเสถียรภาพอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้ย้ำอีกครั้งว่า ไต้หวันยังคงเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดระหว่างสหรัฐกับจีนในปัจจุบัน
Comments
0 comments