เหตุผลที่คัลลัสพูดเรื่องอำนาจต่อรองมาจากภาพรวมในสนามรบ รายงานเกี่ยวกับถ้อยแถลงของเธอชี้ถึงความสูญเสียของรัสเซียในแนวรบ การโจมตีของยูเครนที่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย และขบวนสวนสนามทางทหารในมอสโกที่ดูถ่อมลงกว่าเดิม ว่าเป็นสัญญาณว่าพลวัตของสงครามกำลังเปลี่ยน .
ในทางนโยบาย อียูย้ำว่าต้องสนับสนุนยูเครนต่อไปและกดดันรัสเซียต่อไป . ตรรกะของบรัสเซลส์จึงค่อนข้างตรงไปตรงมา: หากรัสเซียกำลังมีปัญหาในการบรรลุเป้าหมายด้วยกำลังทหาร ยุโรปก็ไม่ต้องการให้มอสโกได้เป้าหมายเดิมกลับมาผ่านข้อตกลงสันติภาพที่อ่อนแอ
คัลลัสเคยวางกรอบไว้ว่า ภารกิจคือพาสถานการณ์จากจุดที่รัสเซีย “แสร้งทำเป็นเจรจา” ไปสู่จุดที่รัสเซีย “จำเป็นต้องเจรจา” จริง ๆ . นั่นทำให้แรงกดดันทางทหาร เศรษฐกิจ และการทูตถูกมองเป็นเครื่องมือเดียวกัน ไม่ใช่นโยบายแยกส่วน
ความระแวงของคัลลัสต่อข้อเสนอหยุดยิงของรัสเซียมีรากจากช่องว่างระหว่างคำพูดกับพฤติกรรม ในเดือนพฤษภาคม เธอเรียกข้อเสนอหยุดยิงของปูตินช่วงขบวนสวนสนามว่า “น่าถากถางอย่างยิ่ง” เพราะมองว่าเป็นการปกป้องขบวนสวนสนาม ขณะที่รัสเซียยังโจมตีพลเรือนในยูเครน . เธอยังเทียบกับยูเครนที่ยอมรักษาหรือเสนอการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข
.
เพราะเหตุนี้ อียูจึงกลับมาย้ำเงื่อนไขเดิมเสมอ: การหยุดยิงทันทีและไม่มีเงื่อนไขต้องมาก่อน . ตราบใดที่มอสโกยังไม่ยอมรับเงื่อนไขขั้นต่ำนี้ ภาษาสันติภาพจากเครมลินก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้อียูลดแรงกดดัน
ประเด็นความไม่พอใจภายในรัสเซียมักถูกพูดถึงในฐานะแรงกดดันต่อปูติน แต่จากแหล่งข้อมูลที่มีในบทความนี้ หลักฐานที่ชัดกว่ายังอยู่ที่ตัวชี้วัดทางทหารและการทูต ได้แก่ ความสูญเสียในสนามรบ การโจมตีของยูเครนภายในรัสเซีย ขบวนสวนสนามที่เล็กลง และการประเมินของอียูว่ามอสโกยังขยายความพยายามทางทหาร .
กล่าวอีกแบบคือ ความตึงเครียดในประเทศอาจเป็นฉากหลังของสถานการณ์ แต่ไม่ควรถูกนำมาเป็นเสาหลักของการอธิบายุทธศาสตร์อียู หากไม่มีหลักฐานเชิงวัดผลที่ชัดเจนจากแหล่งอ้างอิงชุดนี้
มาตรการคว่ำบาตรของอียูเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เพิ่มมิติทางกฎหมายและมนุษยธรรมให้กับแรงกดดันต่อรัสเซีย มาตรการดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่บุคคล 16 ราย และองค์กร 7 แห่ง ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเนรเทศ การบังคับย้าย และการบังคับกลืนกลายเด็กยูเครน .
สำนักข่าว QNA รายงานว่า อียูระบุว่ามีเด็กยูเครนมากกว่า 20,500 คนถูกเนรเทศนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 และเป้าหมายของมาตรการคว่ำบาตรรวมถึงสถาบันที่เชื่อมโยงกับการปลูกฝังอุดมการณ์และการทำให้ผู้เยาว์เข้าสู่วิถีทางทหาร . คัลลัสเรียกการเนรเทศและบังคับย้ายเด็กยูเครนว่าเป็น “หนึ่งในอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด” ของสงครามรัสเซีย
. เธอยังเชื่อมโยงแรงผลักดันด้านคว่ำบาตรเข้ากับการประชุมระดับสูงว่าด้วยการนำเด็กยูเครนกลับบ้าน
.
นัยสำคัญคือ อียูส่งสัญญาณว่าสันติภาพในอนาคตไม่อาจลดรูปเหลือเพียงเส้นหยุดยิงหรือการแบ่งพื้นที่เท่านั้น ประเด็นความรับผิด การกลับคืนของเด็ก และการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานก็เป็นส่วนหนึ่งของวาระกดดันรัสเซีย .
คัลลัสยังกล่าวว่า อียูกำลังร่างรายการสัมปทานที่เห็นว่ารัสเซียต้องยอมรับเพื่อให้เกิดสันติภาพระยะยาว ขณะที่การเจรจาที่สหรัฐฯ เป็นแกนนำยังไม่แสดงสัญญาณคืบหน้ามากนัก . นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า ยุโรปไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อการเจรจาของฝ่ายอื่น แต่ต้องการช่วยกำหนดว่าข้อตกลงที่ยั่งยืนควรเรียกร้องอะไรจากมอสโก
อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีไม่ได้เปิดเผยรายการสัมปทานทั้งหมดต่อสาธารณะ จึงไม่ควรเติมรายละเอียดเกินจริง สิ่งที่เห็นได้ชัดคือทิศทางเชิงยุทธศาสตร์: สนับสนุนยูเครน รักษาแรงกดดันต่อรัสเซีย เรียกร้องการหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข และเตรียมหลักการเจรจาที่รวม “ภาระหน้าที่ของรัสเซีย” ไม่ใช่มีแต่ “สิ่งที่ยูเครนต้องยอม” .
ข้อความของคัลลัสไม่ใช่ “รัสเซียแพ้แล้ว” แต่คือ “อย่าเจรจาราวกับปูตินถือไพ่ทั้งหมด” เธอกำลังบอกว่าแรงกดดันในสนามรบ ความไม่น่าเชื่อถือของสัญญาณสันติภาพจากมอสโก มาตรการคว่ำบาตรกรณีเด็กยูเครน และความพยายามของยุโรปในการวางเงื่อนไขการเจรจา ล้วนควรถูกใช้เพื่อเสริมจุดยืนของยูเครนก่อนเข้าสู่ข้อตกลงจริง .
ในภาษาการทูต นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “รีบปิดดีล” กับการ “สร้างดีลที่ไม่ให้ผู้รุกรานได้รางวัล” และนั่นคือเหตุผลที่คำเตือนของคัลลัสมีน้ำหนักต่อทิศทางของอียูในสงครามยูเครนตอนนี้
Comments
0 comments