นั่นทำให้ฮอร์มุซเป็นมากกว่าประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค เพราะหากเส้นทางนี้ตึงเครียดขึ้น ความเสี่ยงสามารถไหลต่อไปยังห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และเงินเฟ้อได้อย่างรวดเร็ว บทวิเคราะห์เชิงพาณิชย์ระบุว่า ช่องแคบนี้เป็นคอขวดของน้ำมัน LNG ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี และวัตถุดิบอุตสาหกรรมอื่น ๆ รายงานอีกฉบับยังระบุว่าทางน้ำนี้สำคัญต่อการขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าอื่น เช่น ฮีเลียม ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
ผลกระทบแรกของวิกฤตฮอร์มุซมักไม่ใช่การหยุดเดินเรือทั้งหมด แต่คือการตีราคาใหม่ของความเสี่ยง ศูนย์ Stimson ระบุว่า ความขัดแย้งรอบฮอร์มุซทำให้ตลาดเริ่มปรับราคาความเสี่ยงด้านพลังงาน การเดินเรือ ประกันภัย การบิน และการเงิน ส่วน Dallas Fed ชี้ว่า ในสถานการณ์ปิดช่องแคบ ระยะแรกอาจเกิดจากความจำเป็นต้องปรับสัญญาประกันภัยของเรือบรรทุกน้ำมัน ขณะที่ความกังวลใหญ่กว่าคือการโจมตีหรือความเสียหายที่ทำให้ช่องทางเดินเรือใช้งานไม่ได้
สำหรับเจ้าของเรือ คำถามจะกลายเป็นว่าจะเข้าอ่าวเปอร์เซียหรือรออยู่นอกพื้นที่เสี่ยง จะบรรทุกสินค้าแล้วชะลอการออกเรือหรือไม่ และจะรับต้นทุนประกันภัยกับมาตรการความปลอดภัยที่สูงขึ้นได้เพียงใด สำหรับเจ้าของสินค้า ผลคือความน่าเชื่อถือของตารางเดินเรือลดลง และเสี่ยงต่อค่าใช้จ่ายจากความล่าช้า เช่น demurrage/detention รวมถึงข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบตามสัญญา
ธุรกิจที่ไม่ได้มีท่าเรือหรือคลังสินค้าในอ่าวเปอร์เซียก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน บทวิเคราะห์ของ Sidley ระบุว่าบริษัทนอกภูมิภาคยังเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น การขนส่งสะดุด เวลาเดินทางยาวขึ้น คู่สัญญาตึงตัว และสภาพคล่องที่แคบลง
เรือที่เสี่ยงโดยตรงที่สุดคือเรือบรรทุกน้ำมันและเรือ LNG แต่เรือคอนเทนเนอร์ เรือเทกอง และเรือบรรทุกเคมีภัณฑ์ก็ถูกกระทบได้ เพราะต้องใช้ทางผ่านเดียวกันในการเข้าออกท่าเรือในอ่าวเปอร์เซีย ตัวเลขรายวันเรื่องจำนวนเรือที่เบี่ยงเส้นทางหรือระยะเวลาปิดเส้นทางอาจแตกต่างกันตามแหล่งรายงาน ฐานข้อมูลที่มั่นคงกว่าคือข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้าง: ฮอร์มุซรองรับสัดส่วนใหญ่มากของการไหลเวียนน้ำมัน ของเหลวปิโตรเลียม และ LNG โลก
สำหรับตลาดน้ำมัน ต้องแยกให้ออกระหว่างพรีเมียมความเสี่ยงกับภาวะช็อกด้านอุปทานจริง หากช่องแคบยังเปิดแต่เสี่ยงมากขึ้น ผู้ค้า โรงกลั่น เจ้าของเรือ และบริษัทประกันภัยอาจสะท้อนโอกาสเกิดความล่าช้าหรือความเสียหายเข้าไปในราคา แต่หากช่องแคบถูกปิดหรือใช้งานได้เพียงบางส่วน ปัญหาจะเปลี่ยนจากความกลัวเป็นปริมาณจริง เพราะสินค้าไม่สามารถออกจากอ่าวเปอร์เซียได้ตามปกติ
Dallas Fed ระบุว่า น้ำมันส่วนใหญ่ที่ผลิตในอ่าวเปอร์เซียถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นในมุมของผู้บริโภคน้ำมันนอกภูมิภาค การสะดุดของการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียผ่านฮอร์มุซอาจให้ผลคล้ายกับการสะดุดของการผลิตน้ำมันในอ่าวเอง
เส้นทางสำรองและท่อส่งช่วยลดแรงกดดันได้บางส่วน แต่ไม่พอจะลบความเสี่ยงทั้งหมด บทวิเคราะห์ที่อ้างข้อมูล EIA ระบุว่ามีกำลังส่งผ่านท่อบางส่วนที่อ้อมฮอร์มุซได้ แต่มีทางเลือกน้อยมากที่จะขนย้ายปริมาณระดับเดียวกับการไหลปกติผ่านช่องแคบได้หากเส้นทางนี้ถูกขัดขวาง รายงานที่อิง EIA อีกฉบับชี้ในทิศทางเดียวกันว่า น้ำมันปริมาณมากไหลผ่านฮอร์มุซ และมีตัวเลือกทดแทนน้อยมากหากช่องแคบปิด
ฝั่ง LNG มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะแหล่งส่งออกในอ่าวเปอร์เซียกระจุกตัวสูง ในปี 2024 ประมาณหนึ่งในห้าของการค้า LNG โลกผ่านฮอร์มุซ โดยหลักมาจากกาตาร์ และ 83% ของ LNG ที่ผ่านช่องแคบนี้เดินทางจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดเอเชีย
หากวิกฤตรุนแรงหรือยืดเยื้อ ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้การจัดหาสินค้า LNG ตึงตัวขึ้น ตารางเรือซับซ้อนขึ้น และผู้ซื้อที่พึ่งพา LNG จากอ่าวเปอร์เซียต้องบริหารความเสี่ยงด้านเวลาและสัญญามากขึ้น นอกจากนี้ สินค้าเชื่อมโยงพลังงานและอุตสาหกรรม เช่น LPG เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี และวัตถุดิบอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็อยู่ในเส้นทางความเสี่ยงเดียวกัน
ท่าเรือในอ่าวเปอร์เซียอ่อนไหวต่อวิกฤตฮอร์มุซ เพราะเรือเดินสมุทรที่เข้าออกท่าเรือเหล่านี้ต้องพึ่งพาการผ่านช่องแคบที่ปลอดภัย เมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อท่าเรือมักปรากฏใน 3 รูปแบบ
ท่าเรือนอกอ่าวเปอร์เซียอาจถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะจุดพักรอหรือจุดเปลี่ยนแผน แต่ไม่ได้แปลว่าจะปลอดผลกระทบโดยอัตโนมัติ เพราะท่าเรือในอ่าวโอมานเองก็อาจเผชิญความแออัดและต้นทุนประกันภัยที่สูงขึ้นเมื่อรูปแบบการเดินเรือในภูมิภาคเปลี่ยนไป
วิกฤตฮอร์มุซกระทบการค้าอ่าวเปอร์เซียเป็นชั้น ๆ ชั้นแรกคือความเสี่ยงการเดินเรือและประกันภัย ชั้นต่อมาคือตารางท่าเรือที่ไม่นิ่ง และชั้นที่ลึกที่สุดคือความเสี่ยงด้านพลังงาน
ตัวเลขสำคัญคือ ในปี 2024 ช่องแคบฮอร์มุซรองรับน้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในห้าของการบริโภคของเหลวปิโตรเลียมทั่วโลก พร้อมกันนั้นยังรองรับราวหนึ่งในห้าของการค้า LNG โลก
สำหรับท่าเรือในภูมิภาค ผลที่จับต้องได้คือเรือเข้าออกล่าช้า การวางแผนท่าเทียบเรือยากขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ผูกกับประกันภัยสูงขึ้น และความเสี่ยงของความแออัด สำหรับตลาดโลก อันตรายใหญ่คือเหตุการณ์ที่เริ่มจากความเสี่ยงด้านเดินเรืออาจกลายเป็นข้อจำกัดการส่งออกจริงในเส้นทางที่มีทางเลือกทดแทนจำกัดมาก
Comments
0 comments