FIPS 204 คือมาตรฐาน Module-Lattice-Based Digital Signature Standard ของสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NIST ซึ่งเผยแพร่ฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2024 ส่วน ML-DSA ซึ่งเป็นอัลกอริทึมลายเซ็นที่กำหนดใน FIPS 204 ถูกอธิบายในกระบวนการ RFC ว่าเป็นระบบลายเซ็นดิจิทัล post-quantum ที่มุ่งให้ปลอดภัยต่อผู้โจมตีที่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมระดับเกี่ยวข้องกับการถอดรหัสจริง
สิ่งที่น่าจับตาในเชิงใช้งานคือรายงานระบุว่า เมื่อระบบพร้อม ผู้ถือบัญชี NEAR จะสามารถเปลี่ยนหรือหมุนเวียนคีย์ไปเป็นคีย์ที่ทนควอนตัมได้ด้วยธุรกรรมเดียว จุดนี้สำคัญ เพราะทำให้การย้ายสู่ post-quantum ถูกมองเป็นการเปลี่ยนสิทธิ์ควบคุมบัญชี ไม่ใช่การทิ้งตัวตนบัญชีเดิม
NEAR แยกตัวตนของบัญชีออกจากคีย์ที่ใช้ควบคุมบัญชีนั้น เอกสารทางการระบุว่า บัญชี NEAR ถูกระบุด้วยที่อยู่เฉพาะ สามารถถือสมาร์ตคอนแทรกต์ได้ และถูกควบคุมผ่าน Access Keys
Access Keys เหล่านี้เป็นคีย์ที่มีระดับสิทธิ์ต่างกัน เอกสารของ NEAR แบ่งหลัก ๆ เป็น full-access keys ซึ่งควบคุมบัญชีได้ทั้งหมด และ function-call keys ซึ่งจำกัดให้เรียกใช้เฉพาะบางคอนแทรกต์ได้ ส่วนสเปกของ NEAR ระบุว่า access key แต่ละรายการเป็นของบัญชีใดบัญชีหนึ่ง ถูกระบุด้วย public key และบัญชีหนึ่งสามารถมี access key ได้ตั้งแต่ศูนย์ถึงหลายรายการ
นั่นหมายความว่า คีย์คริปโตกราฟีไม่ใช่ตัวตนถาวรของบัญชีเสมอไป หากการรองรับ FIPS 204 / ML-DSA เป็นไปตามรายงาน ผู้ใช้อาจเพิ่มหรือหมุนเวียนไปใช้ access key แบบ post-quantum ได้ โดยยังคงที่อยู่บัญชี NEAR เดิม รวมถึงสินทรัพย์หรือคอนแทรกต์ที่ผูกกับบัญชีนั้นไว้
นี่คือข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง: ระบบมีจุดให้เปลี่ยนคีย์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบอกผู้ใช้ทุกคนให้สร้างที่อยู่ใหม่ก่อน
ภัยควอนตัมไม่ได้หมายความว่าบล็อกเชนรายใหญ่ถูกทำลายในวันนี้ โรดแมปของ Ethereum ระบุชัดว่า ขณะนี้ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถทำลายคริปโตกราฟีของ Ethereum ได้ แต่ก็เตือนว่าวิธีเข้ารหัสบางส่วนที่ใช้รักษาความปลอดภัยเครือข่ายและเงินของผู้ใช้จะเปราะบางต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต
โจทย์ยากจึงไม่ใช่แค่เลือกอัลกอริทึมใหม่ แต่คือการพาทั้งระบบย้ายไปพร้อมกัน งานวิจัยปี 2026 ว่าด้วยลายเซ็น hybrid post-quantum สำหรับ Bitcoin และ Ethereum อธิบายว่าการย้ายไป post-quantum cryptography เป็นความท้าทายระดับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะอาจสร้างต้นทุนทันที โดยที่ผู้ใช้ยังไม่เห็นประโยชน์ระยะสั้นชัดเจน งานเดียวกันวางปัญหาไว้ที่การผสานระดับโปรโตคอลสำหรับระบบที่สร้างอยู่บนโครงสร้างลายเซ็น secp256k1 ในปัจจุบัน
สรุปงานวิจัยด้านคริปโตกราฟีอื่น ๆ ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันสำหรับบล็อกเชนที่พึ่ง ECDSA เช่น Bitcoin และ Ethereum: การเปิดเผย public key บนเชนและการไม่มีหลักประกันด้าน post-quantum ทำให้เกิดแรงกดดันให้ย้ายระบบ แต่แนวทางแก้ไขบางแบบอาจยุ่งยากหรือบังคับให้ต้องเปลี่ยนที่อยู่
ตรงนี้คือความต่างกับ NEAR โฟลว์บัญชีมาตรฐานของ Bitcoin และ Ethereum ผูกกับโครงสร้างลายเซ็น elliptic-curve พฤติกรรมของวอลเล็ต และกติกาการตรวจธุรกรรมเดิมลึกกว่า ส่วน NEAR มีตำแหน่งที่ใส่การรองรับลายเซ็นใหม่ได้ตรงกว่า คือ access keys ที่ผูกอยู่กับบัญชีเดิม
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่า NEAR ปลอดภัยจากควอนตัมแล้วเพียงเพราะมีรายงานเรื่อง post-quantum support หลักฐานชั้นต้นที่แข็งแรงในตอนนี้มีสองส่วน คือ NIST ได้สรุปมาตรฐาน FIPS 204 แล้ว และเอกสารทางการของ NEAR อธิบายโมเดลบัญชีที่ควบคุมด้วย access keys หนึ่งรายการหรือหลายรายการ
ส่วนรายละเอียดการเปิดใช้งานเฉพาะของ NEAR เช่น FIPS 204 เป็นตัวเลือกลายเซ็น post-quantum แรก การหมุนคีย์ด้วยธุรกรรมเดียว ความร่วมมือกับวอลเล็ตซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ รวมถึงกรอบเวลา testnet ในไตรมาส 2 ปี 2026 ยังมาจากรายงานรองที่อ้างประกาศของ NEAR หรือ NEAR One เป็นหลัก
ต่อให้การอัปเกรดเปิดใช้งานตามที่รายงาน ความปลอดภัยจริงยังขึ้นกับคุณภาพการพัฒนา การรองรับของวอลเล็ต การยอมรับของผู้ใช้ และการลบหรือเลิกใช้คีย์เก่าที่อาจเปราะบางในจุดที่จำเป็น
ข้อได้เปรียบของ NEAR ไม่ได้อยู่แค่การอาจเพิ่มลายเซ็น FIPS 204 / ML-DSA แต่อยู่ที่บัญชี NEAR ถูกควบคุมผ่าน access keys ที่หมุนเวียนได้ แทนที่จะถูกนิยามด้วยคีย์ลงนามถาวรเพียงชุดเดียว
หากโรดแมปที่มีรายงานออกมาเกิดขึ้นจริง ผู้ใช้ NEAR อาจย้ายไปใช้คีย์ทนควอนตัมได้โดยสะดุดน้อยกว่าระบบนิเวศที่ต้องประสานทั้งรูปแบบลายเซ็นใหม่ พฤติกรรมวอลเล็ต กติกาตรวจธุรกรรม และการย้ายเงินของบัญชีเดิมจำนวนมาก
แต่ภาพนี้ยังต้องผ่านการใช้งานจริงและการรองรับจากวอลเล็ตในวงกว้าง ก่อนจะเรียกได้ว่าเป็นเส้นทาง post-quantum ที่พร้อมสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
Comments
0 comments