ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดพลังงานโลก: EIA ระบุว่าในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านเฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของการบริโภคน้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมทั่วโลก [17] รายงานตลาดคนละช่วงชี้ทิศเดียวกัน: เบรนต์เพิ่มขึ้น 3.8% เป็น 112.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในรายงานหนึ่ง และพุ่งราว 7% เป็น 96.85 ดอลลาร์สหรัฐในอีกรายงาน ขณะ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: US-Iran Hormuz Clashes: Why Oil Spikes and Stocks Slide. Article summary: Renewed US Iran tensions around the Strait of Hormuz are lifting oil prices and pressuring stocks because traders are adding a supply risk premium; reports cite Brent up 3.8% to $112.30 and, in another snapshot, up ab.... Topic tags: oil, energy markets, strait of hormuz, iran, us iran. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Stocks sank and oil prices jumped Friday as US-Iran clashes in the Strait of Hormuz jolted hopes for a deal to end the war. Stocks sank and oil prices jumped Friday as US-Iran clas" source context "Oil jumps, stocks fall as US-Iran clashes spark peace talks fears - Digital Journal" Reference image 2: visual subject "Stocks sank and oil prices jumped Friday as US-Iran clashes in th
ข่าวความตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซทำให้ตลาดตอบสนองแบบที่คุ้นตา: ราคาน้ำมันขยับขึ้นก่อน แล้วแรงกดดันค่อยลามไปยังหุ้น เหตุผลหลักคือช่องแคบนี้เป็นทางผ่านพลังงานของโลกในสัดส่วนสูงมาก จึงทำให้นักลงทุนบวก “พรีเมียมความเสี่ยง” เข้ากับราคาน้ำมันทันทีเมื่อมีข่าวว่าเรือบรรทุกน้ำมันอาจเดินทางได้ไม่ปลอดภัย
แต่ต้องแยกให้ชัดว่า แหล่งข้อมูลที่มีชี้ไปที่ความกังวลเรื่องการผ่านทางอย่างปลอดภัยและภาวะเสี่ยงในตลาด มากกว่าหลักฐานว่าปริมาณน้ำมันโลกถูกตัดขาดอย่างใหญ่และยืดเยื้อแล้ว
สำหรับตลาดพลังงาน ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เส้นทางเดินเรือธรรมดา สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ หรือ EIA ระบุว่า ในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบเท่าราว 20% ของการบริโภคน้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมทั่วโลก
EIA ยังระบุว่า ปริมาณที่ผ่านฮอร์มุซในปี 2024 และไตรมาสแรกของปี 2025 คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ราวหนึ่งในห้าของการค้าโลกก็ผ่านช่องแคบนี้ในปี 2024
เมื่อตัวเลขกระจุกตัวขนาดนี้ ราคาน้ำมันไม่จำเป็นต้องรอให้มีการปิดเส้นทางจริงเป็นเวลานานถึงจะขยับขึ้นได้ แค่ตลาดเริ่มมองว่าเรือบรรทุกน้ำมันอาจเสี่ยงหรือมีต้นทุนความเสี่ยงสูงขึ้น ผู้ซื้อขายก็อาจปรับราคาขึ้นล่วงหน้า บทวิเคราะห์ของ Pepperstone ระบุว่าความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานผ่านฮอร์มุซกลายเป็นประเด็นกลางของการกำหนดราคาน้ำมันในรอบความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านล่าสุด
ตัวเลขราคาที่ปรากฏในรายงานต่าง ๆ เป็นภาพตลาดคนละช่วงเวลา ไม่ใช่เส้นราคาต่อเนื่องเส้นเดียวกัน จึงไม่ควรนำระดับราคามาเทียบตรง ๆ แบบวันต่อวัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทิศทางของตลาด: น้ำมันขึ้น หุ้นอ่อนลง
รายงานหนึ่งระบุว่า น้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของตลาดโลก เพิ่มขึ้น 3.8% เป็น 112.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วน WTI ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันเป็น 105.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังเกิดความกังวลใหม่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซและคำกล่าวอ้างของกองทัพเรืออิหร่านที่เกี่ยวข้องกับเรือสหรัฐฯ
อีกรายงานระบุว่า เบรนต์พุ่งราว 7% เป็น 96.85 ดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายช่วงต้นของเอเชีย ขณะที่ฟิวเจอร์ส S&P 500 ลดลงราว 0.9% เมื่อบรรยากาศรับความเสี่ยงอ่อนตัวลง Business Insider ยังรายงานว่าน้ำมันปรับขึ้นต่อ และหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลง ขณะที่ผู้ซื้อขายประเมินความเสี่ยงว่าความขัดแย้งกับอิหร่านอาจร้อนแรงขึ้นอีก
สรุปสั้น ๆ คือ ผลกระทบแรกเห็นชัดที่สุดในน้ำมัน ส่วนหุ้นมักถูกกดดันตามมาเมื่อนักลงทุนเริ่มตีราคาผลกระทบรอบสองของน้ำมันแพง
หุ้นไม่ได้ถูกขายเพียงเพราะราคาน้ำมันขึ้น แต่เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนสำคัญของเศรษฐกิจ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น นักลงทุนมักกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะกลับมา ต้นทุนของบริษัทอาจสูงขึ้น และความกล้าในการถือสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลง
Pepperstone ระบุว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังดันความคาดหวังเงินเฟ้อ และอาจกดดันหุ้นทั่วโลก ขณะเดียวกันอาจหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ตลาดมักมองเป็นที่พักความเสี่ยง ด้าน UBS ระบุว่าหุ้นโลกยังเคลื่อนไหวลดลง ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มความกังวลต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน
ในภาพใหญ่ Standard Chartered มองว่าน้ำมันคือช่องทางหลักที่ความขัดแย้งอิหร่านส่งผ่านไปยังราคาสินทรัพย์ และประเด็นสำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาปลอดภัยพอให้เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซเดินเรือได้เร็วแค่ไหน
จุดสำคัญที่สุดคือ ต้องแยก “ราคาที่เพิ่มจากความกลัว” ออกจาก “การหยุดไหลของน้ำมันจริง” รายงานที่อ้างถึงข้างต้นพูดถึงความกังวล คำกล่าวอ้างทางเรือ และความวิตกของตลาดรอบฮอร์มุซ แต่ไม่ได้ยืนยันด้วยตัวเองว่าปริมาณการขนส่งน้ำมันโลกทรุดลงอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ EIA ระบุว่า ปริมาณน้ำมันรวมที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซในไตรมาสแรกของปี 2025 ยังทรงตัวค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปี 2024 แม้จะมีความขัดแย้งในภูมิภาค
Standard Chartered ก็ระบุว่าผลกระทบต่อตลาดจนถึงตอนนั้นยังจำกัด และชี้ว่าคำถามหลักคือฮอร์มุซจะปลอดภัยพอสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซเมื่อใด ถ้าเรือยังผ่านได้ ราคาน้ำมันที่พุ่งอาจเป็นพรีเมียมภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลงเมื่อความตึงเครียดคลายตัว แต่ถ้าการผ่านทางปลอดภัยถูกกระทบจริงและยืดเยื้อ แรงสั่นสะเทือนต่อทั้งน้ำมันและหุ้นจะหนักขึ้นมาก
ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันและเป็นแรงกดดันต่อหุ้น เพราะฮอร์มุซเป็นทางผ่านพลังงานขนาดใหญ่ของโลก และตลาดจะรีบตีราคาความเสี่ยงที่การขนส่งอาจสะดุด
อย่างไรก็ตาม ขนาดของความเสียหายต่อตลาดขึ้นอยู่กับเส้นแบ่งระหว่าง “ความกลัว” กับ “การไหลของน้ำมันจริง” หากยังเป็นเพียงพรีเมียมความเสี่ยง ความผันผวนอาจลดลงได้เมื่อสถานการณ์เย็นลง แต่หากการผ่านทางของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซถูกกระทบจริงเป็นเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกจะรับมือยากกว่ามาก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดพลังงานโลก: EIA ระบุว่าในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านเฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของการบริโภคน้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมทั่วโลก [17]
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นคอขวดพลังงานโลก: EIA ระบุว่าในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านเฉลี่ย 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 20% ของการบริโภคน้ำมันและของเหลวปิโตรเลียมทั่วโลก [17] รายงานตลาดคนละช่วงชี้ทิศเดียวกัน: เบรนต์เพิ่มขึ้น 3.8% เป็น 112.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในรายงานหนึ่ง และพุ่งราว 7% เป็น 96.85 ดอลลาร์สหรัฐในอีกรายงาน ขณะที่ฟิวเจอร์ส S&P 500 ลดลงราว 0.9% ในรายงานหลัง [1][3]
แรงกดดันต่อหุ้นมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มความกังวลเงินเฟ้อและภาวะลดความเสี่ยง โดย Standard Chartered ระบุว่าน้ำมันเป็นช่องทางหลักที่ความขัดแย้งอิหร่านส่งผ่านไปยังราคาสินทรัพย์ [4][7]