แต่บริษัทแข็งแรงก็ยังแพงเกินไปได้ รายงานมุมมองตลาดปี 2026 ของ Betterment ระบุว่า หุ้นปรับขึ้นในปี 2025 ส่วนใหญ่เพราะบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่แข่งกันสร้าง AI ขณะที่ความคึกคักของนักลงทุนสะท้อนความคาดหวังต่อกำไรในอนาคตมากกว่ากำไรที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ด้าน Bloomberg ในมุมมองปี 2026 ก็อธิบายว่าการใช้จ่ายด้าน AI เป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตในจังหวะที่ค่อนข้างผิดปกติของวัฏจักรธุรกิจ
นี่คือความตึงเครียดหลักของตลาด: เทคโนโลยีอาจเป็นของจริง แต่ความคาดหวังของตลาดอาจสูงเกินจริงได้เช่นกัน
ความเสี่ยงฟองสบู่มักเพิ่มขึ้นเมื่อมูลค่าหุ้นต้องพึ่งพากำไรที่ยังมาไม่ถึง Betterment ชี้ประเด็นนี้โดยตรงว่า ความคึกคักของตลาดจาก AI พึ่งพาความคาดหวังเรื่องกำไรในอนาคตมากขึ้น มากกว่าจะอิงกำไรปัจจุบัน
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าตลาดผิดเสมอไป แต่หมายความว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI อาจอ่อนไหวต่อความผิดหวังมาก หากการสร้างรายได้ มาร์จิ้น หรือการนำ AI ไปใช้ในองค์กรเกิดช้ากว่าที่คาด แม้แต่บริษัทคุณภาพดีก็อาจถูกปรับมูลค่าใหม่ได้
รอบการลงทุน AI ผูกกับเงินจำนวนมากในชิป ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง Betterment ระบุว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้เสียงถกเถียงเรื่องฟองสบู่ AI ดังขึ้น ขณะที่ Bloomberg มองว่าการใช้จ่ายด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนมหภาคสำคัญในปี 2026
ความเห็นในตลาดยังนำกระแสรายจ่ายลงทุน หรือ capex ด้าน AI ไปเปรียบเทียบกับการสร้างโครงข่ายในยุคดอตคอมด้วย
โครงสร้างพื้นฐานอาจมีคุณค่าและยังถูกสร้างเกินความจำเป็นได้ ความเสี่ยงไม่ใช่แค่บริษัทใช้เงินมาก แต่คือการใช้เงินเติบโตเร็วกว่าความต้องการที่จ่ายเงินจริง อัตราการใช้งาน หรือผลตอบแทนต่อเงินลงทุน
AI กลายเป็นเรื่องเล่าที่กระจุกตัวในตลาดหุ้น Betterment ระบุว่าการปรับขึ้นของหุ้นในปี 2025 ส่วนใหญ่เชื่อมกับการแข่งขันด้าน AI ของ Big Tech หรือบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ส่วน The Next Web ซึ่งเปรียบเทียบหุ้น AI กับฟองสบู่ดอตคอม ชี้ถึงการกระจุกตัวของตลาดในระดับสูงผิดปกติ พร้อมย้ำว่าบริษัทผู้นำจำนวนมากในรอบนี้มีกำไรจริง
การนำตลาดโดยหุ้นไม่กี่ตัวไม่ได้แปลว่าเป็นฟองสบู่โดยอัตโนมัติ แต่ทำให้ความเสี่ยงระดับดัชนีสูงขึ้นได้ หากหุ้นยักษ์ใหญ่ที่เชื่อมกับ AI เพียงกลุ่มเล็ก ๆ เป็นตัวขับผลตอบแทนส่วนใหญ่ ความผิดหวังในหุ้นเหล่านั้นอาจกระทบผู้ลงทุนที่คิดว่าตนกระจายความเสี่ยงกว้างแล้ว
ตัวชี้วัดมูลค่าตลาดโดยรวมเป็นอีกเหตุผลที่การเปรียบเทียบกับดอตคอมกลับมาเรื่อย ๆ The Motley Fool อ้างอิงอัตราส่วน Shiller CAPE ของ S&P 500 ซึ่งเป็นการเทียบราคากับกำไรเฉลี่ย 10 ปีที่ปรับเงินเฟ้อแล้วว่าเป็นสัญญาณเตือน โดยระบุว่าแม้อาจยังไม่สูงเท่าปี 2000 แต่ก็สูงพอให้กังวลเรื่องฟองสบู่ได้ The Next Web วางกรอบการถกเถียงไว้ที่ค่า CAPE ระดับ 38 และการกระจุกตัวของตลาดที่สูงกว่าระดับปี 2000
ตัวชี้วัดมูลค่าไม่ได้บอกเวลาแน่นอนว่าตลาดจะปรับฐานเมื่อใด แต่มันบอกได้ว่าความสำเร็จในอนาคตถูกสะท้อนเข้าไปในราคาแล้วมากเพียงใด
ความแตกต่างใหญ่ข้อหนึ่งคือคุณภาพของบริษัทผู้นำในตลาดหุ้น บทวิเคราะห์จาก IntuitionLabs, Janus Henderson และ The Next Web ต่างเน้นว่า ผู้ได้ประโยชน์จาก AI จำนวนมากเป็นบริษัทที่ตั้งหลักแล้วและมีกำไร ไม่ใช่บริษัทมหาชนเก็งกำไรที่มีประวัติการดำเนินงานจำกัดเป็นหลัก
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการปรับฐานที่นำโดยบริษัทเดิมที่ยังทำกำไรได้จะมีหน้าตาต่างจากการล่มของบริษัทที่โมเดลรายได้อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้ทำให้บริษัทเหล่านี้ปลอดภัยจากการถูกตีราคาแพงเกินไป
Morgan Stanley ระบุว่า ในคลื่นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ มูลค่าหุ้นไม่ได้ไหลไปหาแค่ผู้ขายเทคโนโลยี แต่ยังไปสู่บริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ได้มีประสิทธิภาพด้วย มุมมอง AI ปี 2026 ของ Morgan Stanley จึงเสนอให้นักลงทุนมองกว้างกว่ารายได้จากบริการ AI โดยพิจารณา operating leverage หรือแรงส่งต่อผลประกอบการจากผลิตภาพที่ AI ช่วยสร้าง
นี่เป็นความแตกต่างสำคัญ วัฏจักร AI ที่เติบโตเต็มที่จะไม่ได้ถูกตัดสินจากยอดขายชิปหรือค่าใช้จ่ายคลาวด์เท่านั้น แต่ต้องสะท้อนในผลลัพธ์ทางธุรกิจ เช่น ต้นทุนลดลง กระบวนการทำงานเร็วขึ้น มาร์จิ้นดีขึ้น หรือผลิตภาพที่วัดได้จริงในบริษัทที่นำ AI ไปใช้
เรื่องเล่าของตลาด AI ในมุมมองปี 2026 ผูกกับ Big Tech และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก ภาพนี้ต่างจากเรื่องเล่าที่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเพิ่งเข้าตลาดซึ่งโมเดลธุรกิจยังเปราะบางเป็นหลัก
ข้อแลกเปลี่ยนคือ บริษัทเดิมมีทรัพยากร ลูกค้า และกระแสเงินสดมากกว่า แต่ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็ยังอาจสะท้อนผลตอบแทนจาก AI ที่ใหญ่เกินไปได้ ในกรณีนั้น ตลาดไม่จำเป็นต้องเห็นว่า AI ล้มเหลว หุ้น AI ก็ปรับลงได้ เพียงแค่ผลตอบแทนมาช้ากว่าที่คาดก็พอ
ภาพการปรับมูลค่าแบบดอตคอมจะน่าเป็นห่วงขึ้น หากสัญญาณเตือนหลายข้อเกิดพร้อมกัน:
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่ล้มเหลว แต่มันจะชี้ว่านักลงทุนอาจจ่ายแพงเกินไปและเร็วเกินไป
ฝั่งบวกไม่ได้หมายความว่าหุ้น AI ทุกตัวปลอดภัย แต่คือมีการใช้จ่ายด้าน AI มากพอที่เปลี่ยนเป็นรายได้ ประสิทธิภาพ และความต้องการระยะยาว จนรองรับการลงทุนส่วนสำคัญในวันนี้ได้
กรณีนี้จะน่าเชื่อขึ้น หากโครงสร้างพื้นฐานถูกใช้งานจริง ผู้ขาย AI แปลงความคาดหวังเรื่องกำไรเป็นกำไรจริง บริษัทที่นำ AI ไปใช้รายงานผลิตภาพที่มองเห็นได้ และผลตอบแทนตลาดขยายวงออกไปไกลกว่าผู้นำ AI เพียงหยิบมือ
AI น่าจะไม่ใช่ดอตคอมล่มรอบใหม่ในความหมายตรงไปตรงมา บริษัทผู้นำจำนวนมากในกระแส AI รอบนี้แข็งแรงกว่า มีกำไรมากกว่า และฝังตัวอยู่ในตลาดเทคโนโลยีเดิมมากกว่าหลายบริษัทในยุคดอตคอม
แต่การเปรียบเทียบกับดอตคอมยังมีประโยชน์ เพราะเทคโนโลยีที่เป็นของจริงก็อาจให้ผลตอบแทนการลงทุนที่แย่ได้ หากนักลงทุนจ่ายแพงเกินไป สำหรับปี 2026 บททดสอบชี้ขาดคือกำไร ผลิตภาพ และความต้องการจากลูกค้าจะไล่ทันการใช้จ่ายด้าน AI และความคาดหวังที่สะท้อนอยู่ในราคาตลาดแล้วหรือไม่