เวลาพูดว่า AI ทำกำไรหรือไม่ จริง ๆ แล้วมีอย่างน้อยสองธุรกิจซ้อนกันอยู่
ธุรกิจแรกคือ AI ที่พ่วงกับแพลตฟอร์มเดิม เช่น คลาวด์ของ Microsoft และ Google, ซอฟต์แวร์แบบ Microsoft 365, สัญญาลูกค้าองค์กร และระบบโฆษณาของ Meta โมเดลนี้เห็นการทำเงินได้ชัดกว่า เพราะลูกค้าใช้งานอยู่แล้วและบริษัทมีระบบคิดเงินอยู่แล้ว
ธุรกิจที่สองคือ โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สร้างนำหน้าอุปสงค์ ไม่ว่าจะเป็น GPU เซิร์ฟเวอร์ ศูนย์ข้อมูล และระบบเครือข่าย รายจ่ายกลุ่มนี้หนักกว่าและต้องรอดูว่าปริมาณงาน AI ที่ลูกค้าจ่ายเงินจริงจะมากพอหรือไม่
ดังนั้นบริษัทเดียวกันอาจมีรายได้ AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในฝั่งคลาวด์ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องแบกรับค่าเสื่อมราคาและต้นทุนดำเนินงานจากศูนย์ข้อมูลใหม่ ๆ มากขึ้น
Microsoft ยังไม่ได้แยกงบกำไรขาดทุนของ AI ออกมาเป็นบรรทัดเฉพาะ แต่รายงานผลการดำเนินงาน FY2025 ให้สัญญาณทางอ้อมที่สำคัญ รายได้เพิ่มขึ้น 36,600 ล้านดอลลาร์ หรือ 15% โดยรายได้ Intelligent Cloud ได้แรงหนุนจาก Azure และรายได้ Productivity and Business Processes ได้แรงหนุนจาก Microsoft 365 Commercial cloud
Microsoft ยังรายงานว่ากำไรขั้นต้นเป็นจำนวนเงินเพิ่มขึ้น 22,900 ล้านดอลลาร์ หรือ 13% แม้ต้นทุนรายได้เพิ่มขึ้น 13,700 ล้านดอลลาร์ หรือ 19% จากการเติบโตของ Microsoft Cloud ภาพนี้บอกว่าแพลตฟอร์มคลาวด์ยังขยายตัวและสร้างกำไรขั้นต้นเพิ่มได้ แต่ต้นทุนคลาวด์ก็วิ่งขึ้นเร็วเช่นกัน
Alphabet ให้สัญญาณที่ตรงกว่า ในการประชุมผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 บริษัทระบุว่ารายได้ทั้งปีทะลุ 400,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก, Google Cloud โต 48% จนมีอัตรารายได้ต่อปีมากกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ และ backlog ของ Cloud เพิ่มขึ้น 55% จากไตรมาสก่อนเป็น 240,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีแรงหนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์ AI
ต่อมาในไตรมาส 1 ปี 2026 รายได้รวมของ Alphabet เพิ่มขึ้น 22% เป็น 109,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ Google Cloud โต 63% เป็นราว 20,000 ล้านดอลลาร์ MarketBeat ยังสรุปว่ากำไรจากการดำเนินงานของ Google Cloud เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า และอัตรากำไรจากการดำเนินงานขึ้นถึง 32.9%
Meta เป็นกรณีที่ต่างออกไป บริษัทไม่ได้ขายคลาวด์เป็นหลัก แต่ใช้ AI เพื่อยกระดับเครื่องจักรทำเงินเดิมคือโฆษณา Business Insider รายงานว่ารายได้โฆษณายังเป็นขุมพลังหลักของ Meta และ AI กำลังช่วยปรับปรุงการกำหนดเป้าหมายโฆษณา ขณะเดียวกัน Meta คาดว่า capex ปี 2026 อาจสูงสุดถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI
ในผลประกอบการเต็มปี 2025 ของ Meta รายจ่ายลงทุนซึ่งรวมเงินต้นของสัญญาเช่าทางการเงินอยู่ที่ 72,220 ล้านดอลลาร์ และบริษัทระบุว่าการเติบโตของค่าใช้จ่ายในอนาคตส่วนใหญ่จะมาจากต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ค่าใช้จ่ายคลาวด์จากบุคคลที่สาม ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐาน
รูปแบบที่เห็นตรงกันคือ AI ทำเงินได้เร็วที่สุดเมื่อมันไปเสริมธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และมีระบบสร้างรายได้อยู่ก่อนแล้ว
หลักฐานที่ชัดที่สุดยังมาจากเซกเมนต์คลาวด์ ซอฟต์แวร์ และโฆษณา ไม่ใช่งบ AI แบบแยกเดี่ยว Microsoft รายงานการเติบโตของ Azure, Microsoft 365 Commercial cloud และต้นทุนที่เกี่ยวกับ Microsoft Cloud แต่ไม่ได้รายงานกำไรขาดทุนของ AI เป็นส่วนแยก
ฝั่ง Alphabet การเปิดเผยข้อมูลชี้ว่าความต้องการ AI กำลังเข้าไปอยู่ในรายได้และ backlog ของ Cloud แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าโมเดล AI ทุกตัว ฟีเจอร์ทุกอย่าง หรือการประมวลผล inference ทุกงานมีกำไรในตัวเอง
นี่เป็นความต่างที่สำคัญ รายได้อาจโตจริง แต่ผลตอบแทนจากเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังต้องรอพิสูจน์ ผู้ให้บริการคลาวด์อาจกำลังขาดกำลังประมวลผลในวันนี้ แต่คำถามต่อไปคือ เมื่อศูนย์ข้อมูลใหม่ทยอยเปิดใช้งาน กำลังการผลิตเหล่านั้นจะถูกขายออกไปในราคาที่ให้มาร์จิ้นน่าสนใจหรือไม่
เมื่อ capex พุ่งขึ้น คำถามไม่ใช่แค่ว่า Big Tech มีเงินสร้าง AI หรือไม่ แต่คือ ลูกค้าองค์กรจะใช้กำลังประมวลผล AI มากพอในราคาที่ทำกำไรได้หรือเปล่า บทวิเคราะห์หนึ่งเรียกข้อจำกัดหลักว่า “absorption” หรือความสามารถของตลาดในการดูดซับกำลังประมวลผลใหม่ โดยระบุว่าแพลตฟอร์มรายใหญ่ยังพอระดมทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ในตอนนี้ แต่ความต้องการจากองค์กรต้องตามมาให้ทันและต้องบริโภค compute อย่างทำกำไร
ถ้าอุปสงค์ยังมากกว่ากำลังการผลิต การลงทุนศูนย์ข้อมูลจะช่วยหนุนรายได้คลาวด์และเปลี่ยน backlog ให้กลายเป็นรายได้จริงได้ แต่ถ้ากำลังการผลิตใหม่เข้ามาเร็วกว่างานที่ลูกค้ายอมจ่าย สินทรัพย์ชุดเดียวกันจะกลายเป็นแรงกดดันจากค่าเสื่อมราคาและต้นทุนดำเนินงาน
Microsoft รายงานแล้วว่าต้นทุนรายได้เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของ Microsoft Cloud ส่วน Meta ระบุว่าต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตด้านค่าใช้จ่ายในอนาคต
นี่คือเหตุผลที่รายได้ AI ดูดีขึ้นและความกังวลของนักลงทุนสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ตัวเศษคือรายได้กำลังโต แต่ตัวส่วนคือเงินลงทุนก็กำลังใหญ่ขึ้นมาก
AI เริ่มให้ผลตอบแทนชัดขึ้นเมื่อถูกขายผ่านธุรกิจที่รู้วิธีทำเงินจาก compute ซอฟต์แวร์ และโฆษณาอยู่แล้ว Microsoft และ Alphabet มีหลักฐานสาธารณะที่ชัดที่สุด เพราะความต้องการ AI กำลังสะท้อนอยู่ใน Azure, Microsoft 365 Commercial cloud และ Google Cloud
กรณีของ Meta ต่างออกไป แต่ยังอยู่ในรูปแบบเดียวกัน คือ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโฆษณาเดิม ขณะเดียวกันบริษัทต้องรับบิลโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ขึ้นมาก
ดังนั้นคำตัดสินของทั้งอุตสาหกรรมยังไม่จบ Big Tech แสดงให้เห็นแล้วว่า AI กำลังสร้างแรงส่งด้านรายได้จริง แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงสร้างพื้นฐานปี 2026 ซึ่งมีประมาณการหนึ่งระบุว่าเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์ผูกกับ AI โดยตรง จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้ตลอดวัฏจักร
Comments
0 comments