กระแสบริษัท AI จีนแห่เข้าตลาดหุ้นฮ่องกงไม่ใช่แค่ข่าวของดาวรุ่งไม่กี่ราย แต่เป็นสัญญาณว่าฮ่องกงกำลังกลับมาเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักสำหรับการจดทะเบียนนอกจีนแผ่นดินใหญ่และการระดมทุนจากนักลงทุนต่างชาติของบริษัทในห่วงโซ่มูลค่า AI จีน[1][
3][
4]
คำสำคัญคือ หนึ่งในแพลตฟอร์มหลัก ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกบริษัท เพราะภาพที่เกิดขึ้นมาจากหลายแรงพร้อมกัน ทั้งเงินทุนที่กลับมามองหุ้นเทคโนโลยีจีน กฎจดทะเบียนที่ปรับให้เข้ากับบริษัทวิจัยหนัก และความต้องการของบริษัท AI ที่ต้องใช้เงินจำนวนมากก่อนจะพิสูจน์กำไรได้จริง
ตัวเลขบอกอะไร: กระแส AI IPO ในฮ่องกงร้อนแค่ไหน
สัญญาณแรกคือขนาดเงินระดมทุน ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หรือ HKEX ระบุว่า บริษัทในห่วงโซ่มูลค่า AI หลายกลุ่มระดมทุนผ่านการเข้าจดทะเบียนในฮ่องกงรวม 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงธันวาคม 2025 ถึงมกราคม 2026[1] ข้อมูลที่ Shanghai Securities News รวบรวมยังระบุว่า ในช่วงเดียวกันมีบริษัทในห่วงโซ่มูลค่า AI 12 แห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง และระดมทุนรวม 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[
4]
สัญญาณที่สองคือคิวบริษัทที่ยังรอเข้าตลาด HKEX ระบุว่ามีบริษัทจากห่วงโซ่มูลค่า AI ราว 20 แห่งยื่นคำขอจดทะเบียนแล้ว[1] ขณะที่ Shanghai Securities News ระบุ ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 ว่ามีราว 20 บริษัทที่กำลังเร่งเข้าสู่ IPO ฮ่องกง ครอบคลุมธุรกิจอย่าง AI สำหรับองค์กร AI ด้านการตลาด ข้อมูล และโซลูชัน business intelligence[
4]
ถ้ามองย้อนกลับไปที่ต้นทางของคำขอ ภาพก็ชัดขึ้นอีก รายงานในเครือ Xinhua อ้างข้อมูล Wind ว่า ณ วันที่ 12 สิงหาคม 2025 มีบริษัทที่ยื่นขอ IPO ในฮ่องกง 213 แห่ง โดยประมาณ 50 แห่งเป็นบริษัท AI[15]
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด IPO ฮ่องกงโดยรวมฟื้นตัวด้วย Deloitte ระบุว่าไตรมาสแรกของปี 2026 ฮ่องกงเป็นตลาดที่ระดมทุน IPO ได้มากที่สุดในโลก โดยได้แรงหนุนจาก IPO ขนาดใหญ่มาก 3 รายการ กระแส AI และโมเมนตัมของบริษัทที่จดทะเบียนหุ้น A ในจีนแผ่นดินใหญ่ก่อน แล้วตามด้วยหุ้น H ในฮ่องกง[10] ดังนั้น AI เป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นตัว แต่ไม่ใช่แรงขับเพียงอย่างเดียว
ทำไมต้องฮ่องกง: 4 เหตุผลหลัก
1. กฎ Chapter 18C เข้ากับบริษัทเทคโนโลยีที่ยังต้องลงทุนหนัก
บริษัท AI จำนวนมากต้องใช้เงินกับการวิจัยและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานประมวลผล และการทดลองโมเดลธุรกิจเป็นเวลานาน ก่อนรายได้และกำไรจะนิ่งพอสำหรับกรอบจดทะเบียนแบบดั้งเดิม จุดนี้ทำให้กฎการจดทะเบียนของฮ่องกงมีความสำคัญ
รายงานในเครือ Xinhua ระบุว่า HKEX เปิดตัวกลไก Chapter 18C สำหรับบริษัทเทคโนโลยีเฉพาะทางในปี 2023 และรวมบริษัท AI ไว้ในขอบเขตสนับสนุน ต่อมาในปี 2024 ได้ลดเกณฑ์มูลค่าตลาดขั้นต่ำของบริษัทที่มีการพาณิชย์แล้วจาก 6,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงเหลือ 4,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง และของบริษัทที่ยังไม่พาณิชย์จาก 10,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงเหลือ 8,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง[15]
นี่ไม่ได้แปลว่าบริษัท AI จะเข้าตลาดได้ง่ายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการเปิดทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติของบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น โดย Shanghai Securities News ระบุว่า Chapter 18C มุ่งรองรับบริษัทเทคโนโลยีเฉพาะทาง รวมถึง AI และครอบคลุมบริษัทที่อาจยังไม่มีกำไร แต่มีการลงทุนวิจัยสูงและมีศักยภาพเติบโตสูง[4]
2. ฮ่องกงเป็นสะพานทุนระหว่างโลกกับจีน
สำหรับบริษัท AI จีน ฮ่องกงไม่ได้เป็นแค่สถานที่เคาะระฆังเข้าตลาด แต่เป็นประตูสู่เงินทุนหลายกลุ่ม HKEX ระบุว่า บริษัท AI ที่เข้าจดทะเบียนในฮ่องกงสามารถเชื่อมกับตลาดที่มีสภาพคล่องสูง และได้รับการสนับสนุนจากระบบนิเวศสินทรัพย์หลากหลาย รวมถึงดัชนี HKEX Tech 100[1]
Shanghai Securities News ยังรายงานว่า ดัชนี HKEX Tech 100 และกลไกที่เกี่ยวข้องเปิดโอกาสให้หุ้นเทคโนโลยีใหม่บางส่วนเชื่อมกับทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่และฐานนักลงทุนที่กว้างขึ้น[4] บทบาทของฮ่องกงจึงมีสองชั้นพร้อมกัน คือเป็นหน้าต่างให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงบริษัท AI จีน และเป็นสะพานระหว่างอุตสาหกรรมจีนกับเงินทุนข้ามพรมแดน[
1][
4]
3. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้บทบาทนอกแผ่นดินใหญ่เด่นขึ้น
ในสภาพแวดล้อมที่การแข่งขันเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และกฎกำกับดูแลข้ามพรมแดนยังมีความไม่แน่นอน ฮ่องกงจึงมีคุณค่าเพิ่มขึ้นในฐานะตลาดจดทะเบียนนอกจีนแผ่นดินใหญ่ รายงานของ BBC Chinese ที่เผยแพร่ผ่าน The News Lens ระบุว่า บริษัท AI จีนมองฮ่องกงเป็นจุดจดทะเบียนนอกแผ่นดินใหญ่ที่สำคัญ เพื่อรับมือความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการระดมทุน โดยอาศัยสถานะศูนย์การเงินระหว่างประเทศและข้อได้เปรียบด้านการปฏิบัติตามกฎข้อมูลของฮ่องกง[3]
นี่คือเหตุผลที่คำว่า ศูนย์กลาง IPO อธิบายภาพได้ดีกว่าคำว่า ตลาดจดทะเบียนธรรมดา เพราะฮ่องกงทำหน้าที่พร้อมกันทั้งระดมทุน ค้นหาระดับมูลค่า เชื่อมนักลงทุนต่างชาติ และสร้างเรื่องเล่าการขยายธุรกิจออกนอกจีน[3]
4. ห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI จีนกำลังเข้าสู่ช่วงระดมทุนในตลาดทุน
กระแสครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือแอปพลิเคชัน AI รายงานของ People’s Daily ระบุว่า ตั้งแต่ชิป AI ต้นน้ำ โมเดลทั่วไปช่วงกลางน้ำ ไปจนถึงแอปพลิเคชันปลายน้ำ บริษัท AI จีนกำลังเร่งทั้งการทำอุตสาหกรรมและการเข้าสู่ตลาดทุน[14]
HKEX เองก็อธิบายว่าฮ่องกงกำลังก่อรูปเป็นระบบนิเวศผู้ออกหลักทรัพย์ AI ที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายส่วนของห่วงโซ่มูลค่า AI[1] Securities Times รายงานว่า MiniMax และ Zhipu เป็นกลุ่มแรกของแพลตฟอร์ม generative AI จากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เข้าจดทะเบียนในฮ่องกง และในช่วงธันวาคมถึงมกราคมมีบริษัทในห่วงโซ่มูลค่า AI 12 แห่งเข้าตลาด ครอบคลุมทั้งแอปพลิเคชัน AI และโครงสร้างพื้นฐาน AI[
6]
อีกจุดที่น่าสนใจคือ HKEX เรียกเหตุการณ์ DeepSeek Moment ในเดือนมกราคม 2025 ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้นักลงทุนหันกลับมาสนใจเทคโนโลยีจีน และหนึ่งปีต่อมา บริษัทในห่วงโซ่มูลค่า AI จำนวนมากเข้าจดทะเบียนในฮ่องกง ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนในบริษัท AI แถวหน้าของจีนได้โดยตรง มากกว่าการซื้อหุ้นที่มีเพียงธีม AI เป็นเรื่องเล่า[1]
ความหมายต่อตลาด IPO ฮ่องกง
สำหรับฮ่องกง กระแส AI IPO มีความหมายอย่างน้อยสองชั้น ชั้นแรกคือการเติมเรื่องเล่าการเติบโตใหม่ให้ตลาด IPO ที่เคยเงียบลง ชั้นที่สองคือการเพิ่มสินทรัพย์ที่ลงทุนได้ในห่วงโซ่ AI จีน ทำให้นักลงทุนเข้าถึงบริษัทเหล่านี้โดยตรงมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเพียงหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือหุ้นธีม AI[1]
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว Deloitte ระบุว่าการที่ฮ่องกงขึ้นเป็นตลาด IPO อันดับหนึ่งของโลกด้านเงินระดมทุนในไตรมาสแรกปี 2026 มาจาก IPO ขนาดใหญ่มาก 3 รายการ กระแส AI และแรงส่งของการจดทะเบียนแบบ A แล้ว H ร่วมกัน[10] ส่วนมุมมองของ KPMG ต่อ IPO จีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกงก็ระบุว่า AI และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดฮ่องกง และคาดว่าปี 2026 จะเป็นปีสำคัญของการเข้าตลาดของบริษัทไฮเทค[
13]
พูดให้สั้นคือ AI เป็นธีมหลักที่พาฮ่องกงกลับมาอยู่กลางเวที IPO แต่เสาอีกหลายต้นยังช่วยรับน้ำหนักตลาดนี้อยู่
ความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
การเป็นศูนย์ IPO ของบริษัท AI ไม่ได้แปลว่าบริษัท AI ทุกแห่งมีโมเดลธุรกิจที่พิสูจน์แล้ว รายงานในเครือ Xinhua ระบุว่า บริษัท AI ที่ยื่นหนังสือชี้ชวนโดยทั่วไปมีการสะสมเทคโนโลยีและความสามารถในการระดมทุน แต่ผลประกอบการทางการเงินแตกต่างกันมาก มีเพียงส่วนน้อยที่ทำกำไรได้ และส่วนใหญ่ยังขาดทุน[15]
ดังนั้น การประเมิน AI IPO ในฮ่องกงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่า โมเดลใหญ่ ชิป AI AI agent หรือ generative AI แต่ควรถามคำถามพื้นฐานต่อไปนี้
- รายได้มีความต่อเนื่องแค่ไหน หรือพึ่งลูกค้ารายใหญ่และโครงการครั้งเดียวมากเกินไปหรือไม่
- ค่าใช้จ่ายด้านวิจัย กำลังประมวลผล และการขายจะกดดันอัตรากำไรไปอีกนานหรือไม่
- เงินที่ระดมได้จะใช้เร่งการพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ หรือเพียงประคองโมเดลที่ต้องเผาเงินสูงต่อไป
- ความเสี่ยงด้านข้อมูล กฎข้ามพรมแดน และการขยายต่างประเทศเปิดเผยชัดพอหรือไม่
- หลังเข้าตลาดแล้ว ราคาหุ้นสะท้อนคุณภาพการเติบโตจริง หรือสะท้อนเพียงกระแส AI
สรุป: ฮ่องกงสำคัญขึ้นมาก แต่ไม่ใช่คำตอบที่ไร้ความเสี่ยง
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนภาพว่า ฮ่องกงกำลังเป็นศูนย์กลาง IPO สำคัญของบริษัท AI จีน เงินระดมทุน 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในสองเดือน คิวบริษัทอีกราว 20 แห่ง กฎ Chapter 18C และผลงานตลาด IPO ฮ่องกงในไตรมาสแรกปี 2026 ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน[1][
4][
10][
15]
แต่ถ้าจะพูดให้แม่นยำ ฮ่องกงกำลังเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักสำหรับการจดทะเบียนนอกจีนแผ่นดินใหญ่และการระดมทุนระหว่างประเทศของบริษัทในห่วงโซ่มูลค่า AI จีน จุดแข็งมาจากการประสานกันของกฎตลาดทุน เงินทุน ภูมิรัฐศาสตร์ และวัฏจักรอุตสาหกรรม ส่วนบททดสอบหลัง IPO คือบริษัทเหล่านี้จะเปลี่ยนความร้อนแรงของเทคโนโลยีให้เป็นรายได้และกำไรที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่[3][
15]




