Cisco ระบุว่า AI agents ทำงานเหมือน “ผู้ใช้เครือข่ายระดับหนัก” และสามารถสร้างทราฟฟิกมากกว่ามนุษย์ประมาณ 450% ส่งผลให้ทราฟฟิกเครือข่ายองค์กรอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 9 เท่าภายในปี 2035[5][6] ทราฟฟิกส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการฝึกโมเดล แต่เกิดจาก AI inference หรือการใช้งานโมเดลจริง ซึ่งอาจคิดเป็นประมาณ 25% ของทราฟฟิกเครือข่ายทั้งห...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How will the rise of agentic AI impact global network infrastructure, based on Cisco’s new “AI Impact on Wide Area Networks” study—particula. Article summary: Cisco’s study suggests agentic AI will not just add more packets to today’s WANs; it will change the shape of traffic itself. In Cisco’s framing, AI agents act like “network power users,” generating about 450% more traff. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Cisco’s latest global study illuminates this critical shift, revealing how IT leaders are fundamentally reimagining the network’s role – from its core definition to its strategic e" source context "Cisco Study: AI & Networking Reshape Enterprise Infrastructure | Techedge AI | Latest AI & Technology News Today" Re
รายงาน AI Impact on Wide Area Networks ของ Cisco ชี้ว่า การมาถึงของ Agentic AI—ซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานอัตโนมัติและโต้ตอบกับโมเดล AI หรือบริการต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง—กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาณทราฟฟิก แต่ยังเปลี่ยน “ลักษณะ” ของทราฟฟิกด้วย
แทนที่การใช้งานแบบเดิมที่ผู้ใช้ส่งคำสั่งเป็นครั้งคราว ระบบ AI agents สามารถทำงานอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกับโมเดล AI ดึงข้อมูลจาก API หลายตัว และเรียกบริการคลาวด์หลายระบบพร้อมกัน ส่งผลให้เครือข่ายต้องรองรับภาระงานแบบใหม่ที่หนักและต่อเนื่องกว่าเดิม
Cisco เรียก AI agents ว่าเป็น “network power users” เพราะมันทำงานด้วยความเร็วระดับซอฟต์แวร์ ไม่ใช่ความเร็วของมนุษย์
ตัวอย่างของ workflow จาก AI agent อาจประกอบด้วย
เพราะกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดเวลา Cisco ประเมินว่า AI agents สามารถสร้างทราฟฟิกเครือข่ายมากกว่าผู้ใช้มนุษย์ราว 450% ใน workflow ที่เทียบกันได้
อีกความแตกต่างสำคัญคือ ทิศทางของทราฟฟิก
การใช้อินเทอร์เน็ตแบบเดิมมักเป็นลักษณะดาวน์โหลดเป็นหลัก เช่น ดูวิดีโอหรือโหลดหน้าเว็บ แต่ระบบ AI มักต้องมีการ แลกเปลี่ยนข้อมูลสองทางอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องส่ง prompt ข้อมูล และผลลัพธ์ระหว่างขั้นตอนกลับไปยังโมเดลก่อนจะได้คำตอบกลับมา
เมื่อพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI หลายคนมักนึกถึงการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ แต่ Cisco ชี้ว่า สำหรับเครือข่ายจริง ภาระงานหลักคือ inference
Inference คือการนำโมเดลที่ฝึกเสร็จแล้วมาใช้งานจริง เช่น
งานวิจัยของ Cisco อ้างอิงจาก ทราฟฟิก inference จริงบนเครือข่ายของผู้ให้บริการ ซึ่งพบว่างานประเภทนี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของความต้องการ WAN ในอนาคต
รายงานยังคาดว่า ทราฟฟิกจาก inference เพียงอย่างเดียวอาจทำให้การเติบโตของเครือข่ายเพิ่มขึ้นอีก 63% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ที่ไม่รวม agentic AI
หากการใช้งาน Agentic AI เติบโตตามแนวโน้มที่ Cisco คาดการณ์ ผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายจะเห็นได้ชัดในอีกสิบปีข้างหน้า
ตัวเลขสำคัญจากรายงาน ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า แทนที่จะมีทราฟฟิกพุ่งเป็นช่วง ๆ เมื่อผู้ใช้ถาม AI ระบบจะต้องรองรับ ภาระงานที่ทำงานตลอดเวลา เพราะ agents สามารถโต้ตอบกับระบบและผู้ใช้ได้ต่อเนื่อง
Cisco ยังจำลองสถานการณ์การใช้งานเครือข่ายขององค์กรในช่วงปี 2026–2035
สาเหตุคือ งานหนึ่งที่มนุษย์สั่ง อาจทำให้ระบบเบื้องหลังต้องเรียก โมเดล AI บริการคลาวด์ และ API หลายตัวพร้อมกัน ส่งผลให้กิจกรรมในเครือข่ายเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
Cisco ระบุว่า AI ไม่ได้เพียงเพิ่มปริมาณข้อมูล แต่ยังเปลี่ยน ลักษณะของทราฟฟิกเครือข่าย ด้วย
เมื่อเทียบกับเว็บหรือ SaaS ทั่วไป งาน AI มักจะมีคุณสมบัติ เช่น
พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้การวางแผนเครือข่ายแบบเดิม—ที่อิงจากรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้—เริ่มไม่แม่นยำอีกต่อไป
Cisco มองว่าเส้นทางของ AI inference จะกลายเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ของเครือข่าย เพราะมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของแอปพลิเคชัน AI
นั่นทำให้โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายในอนาคตต้องให้ความสำคัญกับหลายเรื่อง เช่น
เส้นทางของ inference อาจต้องมีการกำหนดลำดับความสำคัญ การรับประกัน latency และ routing แบบไดนามิก
การวางระบบ inference ใกล้ผู้ใช้หรือแหล่งข้อมูลสามารถลด latency และลดความแออัดของ WAN
ทราฟฟิกจาก AI มีความเร็วและซับซ้อนสูง จึงต้องมี observability แบบ end‑to‑end เพื่อจับปัญหาคอขวดหรือคุณภาพบริการที่ลดลงก่อนที่ workflow จะล้มเหลว
Cisco ระบุว่าปัจจุบันเหตุการณ์เครือข่ายล่มสร้างความเสียหายทางธุรกิจจำนวนมาก และมักเกิดจาก congestion การโจมตีไซเบอร์ หรือการตั้งค่าผิดพลาด ซึ่งภาระงานจาก AI จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เครือข่ายต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา
การเติบโตของ Agentic AI อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของทศวรรษหน้า
จากงานวิจัยของ Cisco เครือข่ายในอนาคตจะต้องรองรับ
ดังนั้น การออกแบบเครือข่ายในอนาคตอาจต้องเน้น AI‑aware architecture ที่รวมความจุที่สูงขึ้น การประมวลผลแบบกระจาย telemetry ขั้นสูง และคุณภาพบริการเฉพาะสำหรับเส้นทาง inference
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นการคาดการณ์จากข้อมูลและแบบจำลองของ Cisco ระดับการเปลี่ยนแปลงจริงจะขึ้นอยู่กับความเร็วในการนำ Agentic AI ไปใช้งานในองค์กรและบริการดิจิทัลทั่วโลก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Cisco ระบุว่า AI agents ทำงานเหมือน “ผู้ใช้เครือข่ายระดับหนัก” และสามารถสร้างทราฟฟิกมากกว่ามนุษย์ประมาณ 450% ส่งผลให้ทราฟฟิกเครือข่ายองค์กรอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 9 เท่าภายในปี 2035[5][6]
Cisco ระบุว่า AI agents ทำงานเหมือน “ผู้ใช้เครือข่ายระดับหนัก” และสามารถสร้างทราฟฟิกมากกว่ามนุษย์ประมาณ 450% ส่งผลให้ทราฟฟิกเครือข่ายองค์กรอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 9 เท่าภายในปี 2035[5][6] ทราฟฟิกส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการฝึกโมเดล แต่เกิดจาก AI inference หรือการใช้งานโมเดลจริง ซึ่งอาจคิดเป็นประมาณ 25% ของทราฟฟิกเครือข่ายทั้งหมดภายในปี 2035[4][7]
เนื่องจากทราฟฟิกจาก AI มีลักษณะโต้ตอบสูง ใช้ upstream มาก และไวต่อความหน่วง เครือข่ายในอนาคตต้องออกแบบใหม่ให้มีความทนทาน การสังเกตการณ์ และ QoS สำหรับเส้นทาง inference โดยเฉพาะ