Adobe เตรียมเปิดคอนเน็กเตอร์ “Adobe for Creativity” สำหรับ Google Gemini ให้ผู้ใช้สร้างหรือแก้ไขคอนเทนต์ผ่านคำสั่งสนทนา โดยระบบจะใช้เครื่องมือ Creative Cloud และ Firefly AI ทำงานเบื้องหลัง [18] เทคโนโลยีนี้ใช้ creative agent เดียวกับ Firefly AI Assistant และคอนเน็กเตอร์ที่ Adobe เคยเปิดตัวสำหรับ Claude ของ Anthropic...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How will Adobe’s new “Adobe for creativity” connector for Google Gemini work, what Creative Cloud tools and AI technologies does it include,. Article summary: Adobe’s “Adobe for creativity” connector for Google Gemini is a forthcoming Gemini integration that will let users create and edit visual content through Adobe’s creative agent and Creative Cloud apps from inside Gemini.. Topic tags: general, general web, documentation. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "The image features a colorful and playful promotional banner for Adobe Creative Cloud Pro, highlighting AI technology integration with tools like Adobe Firefly and Google Gemini, a" Reference image 2: visual subject "A grid displaying various icons representing Adobe Creative Cloud applications, including Photosho
Adobe และ Google กำลังขยายความร่วมมือด้าน AI ด้วยการเปิดตัวการเชื่อมต่อใหม่ที่นำเครื่องมือสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพของ Adobe เข้าไปอยู่ในระบบ Gemini ของ Google โดยตรง
คอนเน็กเตอร์ใหม่ชื่อ “Adobe for creativity” จะช่วยให้ผู้ใช้ Gemini สามารถสร้างหรือแก้ไขภาพ วิดีโอ และงานออกแบบได้เพียงแค่พิมพ์คำอธิบายสิ่งที่ต้องการ จากนั้น creative agent ของ Adobe จะเป็นผู้จัดการเรียกใช้เครื่องมือและโมเดล AI ภายใน Creative Cloud เพื่อสร้างผลงานให้เสร็จสมบูรณ์
Adobe ประกาศฟีเจอร์นี้ในงาน Google I/O 2026 และระบุว่าจะเริ่มเปิดใช้งานในช่วง “ไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” แม้ยังไม่ได้ประกาศวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการหรือรายละเอียดด้านราคาและภูมิภาคที่รองรับ
แนวคิดหลักของระบบนี้คือการนำ creative agent ของ Adobe มาอยู่ภายใน Gemini
แทนที่ผู้ใช้จะต้องเปิดหลายโปรแกรม เช่น Photoshop หรือ Premiere Pro แล้วทำงานทีละขั้นตอน ผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่งใน Gemini เช่น
จากนั้นระบบจะตีความคำสั่ง และให้ AI ของ Adobe เลือกใช้เครื่องมือหรือโมเดลที่เหมาะสมใน Creative Cloud เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้โดยอัตโนมัติ
แนวทางนี้ทำให้ Gemini กลายเป็นเหมือน อินเทอร์เฟซสนทนา สำหรับการทำงานสร้างสรรค์ ขณะที่ Adobe ทำหน้าที่เป็นระบบเบื้องหลังสำหรับการผลิตคอนเทนต์จริง
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ Adobe Firefly ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม generative AI ของบริษัทที่รวมเครื่องมือสร้างสื่อหลายประเภทไว้ในที่เดียว
Firefly สามารถสร้างและแก้ไขคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบ เช่น
ฟีเจอร์เหล่านี้ถูกนำไปผสานในแอปหลักของ Creative Cloud เช่น Photoshop, Lightroom, Premiere Pro และ Illustrator ซึ่งใช้ AI ช่วยลดงานซ้ำ ๆ และช่วยสร้างองค์ประกอบการออกแบบได้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ Adobe ยังเปิดให้ใช้ โมเดล AI จากหลายบริษัท ภายในระบบ Firefly รวมถึงโมเดลของ Google เช่น Gemini และเทคโนโลยีสร้างภาพหรือวิดีโออื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างคอนเทนต์
Adobe อธิบายวิธีทำงานของระบบนี้ว่าเป็น “outcome‑driven creation” หรือการเริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการก่อน
ขั้นตอนโดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้
แนวคิดนี้พยายามลดความซับซ้อนของซอฟต์แวร์ออกแบบระดับมืออาชีพ โดยให้ AI เป็นผู้จัดการขั้นตอนต่าง ๆ แทน แต่ยังคงให้ผู้ใช้ปรับแต่งงานต่อในเครื่องมือของ Adobe ได้เหมือนเดิม
การเชื่อมต่อกับ Gemini ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Adobe เปิดให้ผู้ช่วย AI ภายนอกเข้าถึงเครื่องมือสร้างสรรค์ของตน
ก่อนหน้านี้บริษัทได้เปิดตัว
ทั้งสองใช้เทคโนโลยี creative agent แบบเดียวกัน และการนำไปใช้กับ Gemini ทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงผู้ใช้ AI จำนวนมากขึ้นนอกระบบของ Adobe เอง
กลยุทธ์ของ Adobe คือทำให้ Creative Cloud และ Firefly กลายเป็น “production layer” ของยุค AI ในขณะที่ผู้ช่วยอย่าง Gemini ทำหน้าที่เป็นหน้าบ้านสำหรับการสนทนาและการสั่งงาน
Adobe เปิดตัวคอนเน็กเตอร์นี้ในงาน Google I/O 2026 ซึ่งเป็นงานนักพัฒนาประจำปีของ Google ที่ประกาศอัปเดตระบบนิเวศของ Gemini หลายรายการ
บริษัทระบุเพียงว่า ฟีเจอร์นี้จะ เริ่มเปิดให้ใช้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเปิดตัวที่แน่นอน แผนการสมัครใช้งาน หรือประเทศที่รองรับ
หากเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ คอนเน็กเตอร์นี้อาจทำให้ ผู้ใช้ Gemini หลายร้อยล้านคน สามารถเข้าถึงเครื่องมือสร้างสรรค์ระดับมืออาชีพของ Adobe ได้ผ่านการพิมพ์คำสั่งเพียงไม่กี่บรรทัด
การรวม Adobe เข้ากับ Gemini แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของซอฟต์แวร์สร้างสรรค์
ในอนาคต ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปิดโปรแกรมดีไซน์หรือวิดีโออีกต่อไป แต่สามารถเริ่มจาก การอธิบายสิ่งที่อยากได้ แล้วให้ AI ประสานเครื่องมือทั้งหมดให้ทำงานร่วมกัน
หากแนวคิดนี้ประสบความสำเร็จ ผู้ช่วย AI อย่าง Gemini อาจกลายเป็น ศูนย์กลางการสร้างคอนเทนต์ ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง Adobe Firefly และ Creative Cloud จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์เบื้องหลังสำหรับการผลิตงานจริง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Adobe เตรียมเปิดคอนเน็กเตอร์ “Adobe for Creativity” สำหรับ Google Gemini ให้ผู้ใช้สร้างหรือแก้ไขคอนเทนต์ผ่านคำสั่งสนทนา โดยระบบจะใช้เครื่องมือ Creative Cloud และ Firefly AI ทำงานเบื้องหลัง [18]
Adobe เตรียมเปิดคอนเน็กเตอร์ “Adobe for Creativity” สำหรับ Google Gemini ให้ผู้ใช้สร้างหรือแก้ไขคอนเทนต์ผ่านคำสั่งสนทนา โดยระบบจะใช้เครื่องมือ Creative Cloud และ Firefly AI ทำงานเบื้องหลัง [18] เทคโนโลยีนี้ใช้ creative agent เดียวกับ Firefly AI Assistant และคอนเน็กเตอร์ที่ Adobe เคยเปิดตัวสำหรับ Claude ของ Anthropic [18]
Firefly ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์ม generative AI สำหรับภาพ วิดีโอ เสียง และ voiceover พร้อมผสานโมเดล AI จากหลายบริษัทรวมถึง Google เช่น Gemini [6][1]