Vitalik Buterin ผลักดันให้ Ethereum Foundation มีภารกิจแคบลง โดยยึดหลัก CROPS ได้แก่ การต้านการเซ็นเซอร์ ความต้านทานต่อการครอบงำ โอเพ่นซอร์ส ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย พร้อมลดการขาย ETH จากคลังขององค์กร [3][4] กลยุทธ์ “longevity over breadth” หมายถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความเป็นกลางของเครือข่ายในระยะย...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is Vitalik Buterin changing the Ethereum Foundation’s role and his own power within it, what does the new CROPS framework and “longevity. Article summary: Vitalik Buterin appears to be trying to make the Ethereum Foundation narrower, less discretionary, and ultimately less centered on him personally, even though he also asserted unusually direct control during the reform p. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Connect with like-minded people, get updates, and be part of our growing community. Vitalik Details Ethereum Foundation Shift to CROPS Focus | Our Crypto Talk. Vitalik Buterin outl" source context "Vitalik Details Ethereum Foundation Shift to CROPS Focus" Reference image 2: visual subject "Vitalik Buterin appears
Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum กำลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในบทบาทของ Ethereum Foundation (EF) จากเดิมที่ทำหน้าที่ประสานงานระบบนิเวศในวงกว้าง ไปสู่บทบาทที่แคบลงและเน้นการปกป้องหลักการพื้นฐานของเครือข่ายในระยะยาว เช่น ความกระจายศูนย์ ความเป็นกลาง และอธิปไตยทางดิจิทัล
แนวคิดใหม่นี้ประกอบด้วยสามแกนหลัก ได้แก่ กรอบแนวคิด CROPS, กลยุทธ์ “longevity over breadth” และการปรับโครงสร้างเพื่อให้ทั้งองค์กรและตัว Buterin เองมีอำนาจแบบรวมศูนย์น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป
Buterin อธิบายว่า Ethereum Foundation ควรลดบทบาทการทำงานโดยตรงในหลายด้าน และมุ่งเน้นเฉพาะสิ่งที่ช่วยรักษาคุณสมบัติพื้นฐานของ Ethereum ในระยะยาว แนวคิดนี้เรียกว่า “longevity over breadth” หรือการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากกว่าการขยายขอบเขตงาน
แทนที่จะพยายามขยายตัวไปทุกโอกาสในโลกคริปโต EF จะมีบทบาทคล้าย ผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานหลักของเครือข่าย โดยเน้นงานอย่างเช่น
แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ Ethereum ทนทานต่อแรงกดดันทางการเมือง วัฏจักรตลาด และความเสี่ยงจากการถูกครอบงำด้านการกำกับดูแลในระยะยาว
หัวใจของวิสัยทัศน์ใหม่คือกรอบแนวคิด CROPS ซึ่งย่อมาจาก
กรอบนี้มอง Ethereum เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ อธิปไตยทางดิจิทัล (digital self‑sovereignty) ที่ผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมและประสานงานกันได้โดยไม่ต้องพึ่งศูนย์กลางควบคุม
ภายใต้มุมมองนี้ Ethereum ไม่ได้ถูกวางตำแหน่งเป็นแพลตฟอร์มที่แข่งขันเพื่อการเติบโตสูงสุด แต่เป็นสิ่งที่ EF เรียกว่า “sanctuary technology” หรือเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในโลกดิจิทัล ซึ่งยังคงเปิดกว้าง เป็นกลาง และยากต่อการถูกครอบงำโดยรัฐบาล บริษัท หรือกลุ่มอำนาจใด
ในเชิงปฏิบัติ CROPS ทำให้ Ethereum ต้องให้ความสำคัญกับ
อีกองค์ประกอบสำคัญคือการจัดการการเงินขององค์กร รายงานระบุว่า Ethereum Foundation มีแผน ลดการขาย ETH จากคลังขององค์กร และใช้เงินอย่างเลือกสรรมากขึ้น โดยเน้นสนับสนุนงานที่ปกป้องคุณสมบัติระยะยาวของ Ethereum มากกว่าการเร่งขยายระบบนิเวศในระยะสั้น
ในด้านการกำกับดูแล Buterin ยังกล่าวว่า อิทธิพลส่วนตัวของเขาควรลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อ EF เปลี่ยนไปสู่โครงสร้างบอร์ดที่เป็นทางการมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงการปฏิรูปที่ผ่านมา เขายอมรับว่าเคยใช้อำนาจมากขึ้นชั่วคราว เช่น ในปี 2025 ที่เขากล่าวว่าเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับทีมผู้นำของ EF “จนกว่าจะมีบอร์ดที่เหมาะสม”
เป้าหมายระยะยาวคือให้ EF เป็นเพียงหนึ่งในผู้เล่นของระบบนิเวศ Ethereum แทนที่จะเป็นศูนย์กลางการประสานงานทั้งหมด
วิสัยทัศน์นี้ยังสะท้อนมุมมองของ Buterin ต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมคริปโตที่มักเน้นตัวเลข throughput สูงมาก เช่นระดับล้านธุรกรรมต่อวินาที
เขาให้เหตุผลว่า ความเร็วไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หลักของ Ethereum หากการเพิ่ม throughput ต้องแลกกับการใช้ฮาร์ดแวร์ที่หนักขึ้นหรือโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น
เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจทำให้มีผู้ที่สามารถรันเครือข่ายได้จริงน้อยลง ซึ่งท้ายที่สุดจะลดระดับความกระจายศูนย์
Buterin ยังเตือนว่าความซับซ้อนของโปรโตคอลที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ Ethereum ห่างจากเป้าหมายดั้งเดิมอย่าง trustlessness และ self‑sovereignty จึงเสนอให้ลดความซับซ้อนของระบบและปกป้องหลักการกระจายศูนย์เป็นลำดับแรก
จากมุมมองนี้ Ethereum ควรแข่งขันด้วย ความน่าเชื่อถือและความเป็นกลางของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มากกว่าจะเป็นบล็อกเชนที่เร็วที่สุด
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่มีการถกเถียงภายในชุมชน Ethereum อย่างชัดเจน
รายงานปี 2026 ระบุว่า ผู้มีส่วนร่วมระดับอาวุโสหลายคนได้ออกจาก Ethereum Foundation รวมถึงนักวิจัยอย่าง Carl Beek และ Julian Ma โดยมีการลาออกอย่างน้อยแปดคนในปีนั้น และหลายรายเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม
บางคนมองว่าการลาออกเหล่านี้สะท้อนความเห็นต่างด้านกลยุทธ์ มากกว่าจะเป็นการหมดศรัทธาต่อ Ethereum แต่ก็ทำให้ทิศทางของ EF ถูกตรวจสอบมากขึ้น
หนึ่งในเสียงวิจารณ์ที่โดดเด่นมาจาก Dankrad Feist อดีตนักวิจัยของ EF ซึ่งเสนอให้ตั้งองค์กรใหม่ที่มีเงินทุนอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุน Ethereum อย่างแข็งขัน
Feist มองว่า Ethereum Foundation ในปัจจุบันมีโครงสร้างแรงจูงใจที่ไม่สอดคล้องกับเศรษฐศาสตร์ของเครือข่าย เพราะ
ทำให้องค์กรมีลักษณะเหมือนผู้ให้ทุนวิจัยที่เป็นกลาง มากกว่าจะเป็นองค์กรที่มีแรงจูงใจโดยตรงต่อความสำเร็จของ ETH
ข้อเสนอของเขาคือการสร้างองค์กรที่
การถกเถียงนี้สะท้อนความแตกต่างทางปรัชญาภายในระบบนิเวศ Ethereum
ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า Ethereum ต้องการ องค์กรที่ผลักดันการเติบโตเชิงรุกและมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจชัดเจน เพื่อแข่งขันกับบล็อกเชนที่เร็วกว่า
อีกฝ่าย ซึ่งใกล้กับมุมมองของ Buterin เชื่อว่าจุดแข็งของ Ethereum คือ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นกลาง และความกระจายศูนย์ และการปกป้องคุณสมบัติเหล่านี้สำคัญกว่าการไล่ตามตัวชี้วัดการเติบโตระยะสั้น
สุดท้ายแล้ว สถาบันของ Ethereum จะพัฒนาไปในทิศทางใด ยังเป็นคำถามเปิด แต่กรอบ CROPS และแนวคิด “longevity over breadth” แสดงให้เห็นชัดว่า Ethereum Foundation กำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจากผู้ขับเคลื่อนการเติบโตของระบบนิเวศ ไปสู่ ผู้พิทักษ์หลักการระยะยาวของเครือข่าย
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Vitalik Buterin ผลักดันให้ Ethereum Foundation มีภารกิจแคบลง โดยยึดหลัก CROPS ได้แก่ การต้านการเซ็นเซอร์ ความต้านทานต่อการครอบงำ โอเพ่นซอร์ส ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย พร้อมลดการขาย ETH จากคลังขององค์กร [3][4]
Vitalik Buterin ผลักดันให้ Ethereum Foundation มีภารกิจแคบลง โดยยึดหลัก CROPS ได้แก่ การต้านการเซ็นเซอร์ ความต้านทานต่อการครอบงำ โอเพ่นซอร์ส ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย พร้อมลดการขาย ETH จากคลังขององค์กร [3][4] กลยุทธ์ “longevity over breadth” หมายถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความเป็นกลางของเครือข่ายในระยะยาว มากกว่าการขยายตัวหรือการแข่งขันด้านความเร็วของบล็อกเชน
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในชุมชน Ethereum รวมถึงการลาออกของผู้พัฒนาหลายคน และข้อเสนอจัดตั้งองค์กรใหม่มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุน ETH โดยตรง [1][2][31]