ด้วยเหตุนี้ โดรนซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างมาก จึงกลายเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบั่นทอนขีดความสามารถของฝ่ายตรงข้าม
หนึ่งในเป้าหมายที่ถูกโจมตีบ่อยที่สุดคือ อุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งมีบทบาททั้งต่อเศรษฐกิจและการสนับสนุนการรบ
โรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง และสถานีสูบน้ำมันไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้จากการส่งออก แต่ยังเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับกองทัพด้วย การโจมตีจุดเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการหยุดชะงักของการผลิตและเพิ่มต้นทุนในการซ่อมแซม
นักวิเคราะห์บางส่วนระบุว่าการโจมตีโครงสร้างพลังงานมีผลกระทบต่อระบบพลังงานของรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังไม่ถึงขั้นทำให้ระบบล่มทั้งหมดก็ตาม
หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ โรงกลั่นน้ำมัน Tuapse บนชายฝั่งทะเลดำของรัสเซีย
สถาบัน Institute for the Study of War รายงานว่า ยูเครนโจมตีโรงกลั่นแห่งนี้ในคืนวันที่ 27–28 เมษายน 2026 ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งที่สามของเดือนนั้น และทำให้เกิดไฟไหม้ที่ตรวจพบได้จากภาพถ่ายดาวเทียม
ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน โรงกลั่นแห่งนี้ถูกโจมตีหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ยาวนาน การหยุดดำเนินงานบางช่วง และการระดมเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเข้าควบคุมสถานการณ์
รายงานในพื้นที่ยังระบุถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น
ชาวบ้านและนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมบางรายกล่าวว่าหลังการโจมตีมีการปนเปื้อนในพื้นที่รอบโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม ขนาดที่แท้จริงของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน เนื่องจากข้อมูลการตรวจวัดอิสระมีจำกัด
นอกจากโดรนแล้ว ยูเครนยังเปิดตัวระเบิดร่อนนำวิถีที่พัฒนาเองชื่อ Vyrivniuvach หรือ “Equalizer”
อาวุธนี้พัฒนาภายใต้โครงการนวัตกรรมกลาโหม Brave1 ใช้เวลาประมาณ 17 เดือนในการพัฒนา และผ่านการทดสอบก่อนเข้าสู่การใช้งานจริงแล้ว
คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
เนื่องจากเป็นระเบิดที่ร่อนโดยไม่ใช้เครื่องยนต์ จึงสามารถบรรทุกหัวรบขนาดใหญ่กว่าโดรนส่วนใหญ่ และมีต้นทุนต่ำกว่าขีปนาวุธร่อนอย่างมาก
รายงานยังระบุว่าระบบนี้อาจมีราคาถูกกว่าชุด JDAM‑ER ของสหรัฐประมาณ สามเท่า ทำให้มีศักยภาพเป็นอาวุธโจมตีแม่นยำต้นทุนต่ำ หากสามารถผลิตจำนวนมากได้
เมื่อรวมกันแล้ว การโจมตีด้วยโดรนและระเบิดร่อนของยูเครนสะท้อนถึงแนวทางใหม่ของสงคราม คือการโจมตี “ระบบสนับสนุน” ของฝ่ายตรงข้าม มากกว่าการสู้รบเฉพาะแนวหน้า
เป้าหมายหลักคือ
จนถึงตอนนี้ นักวิเคราะห์มองว่าผลกระทบของยุทธศาสตร์นี้ มีความสำคัญแต่ยังไม่ชี้ขาดสงคราม รัสเซียยังสามารถซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานและปรับตัวทางยุทธวิธีได้ แต่การโจมตีอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการป้องกันและฟื้นฟูระบบต่าง ๆ
ในสงครามยุคใหม่ แรงกดดันสะสมแบบนี้อาจค่อย ๆ เปลี่ยนสมดุลของสนามรบ แม้จะไม่มีการโจมตีครั้งเดียวที่พลิกเกมทั้งหมดก็ตาม
Comments
0 comments