ดังนั้นผลกระทบที่พูดได้หนักแน่นที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ตัวเลขปริมาณเรือที่หายไป แต่คือความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น การตัดสินใจล่าช้าขึ้น และความเสี่ยงเส้นทางที่ต้องประเมินใหม่รอบอ่าวเปอร์เซีย ชุดข้อมูลปัจจุบันยังไม่เพียงพอสำหรับการประเมินตัวเลขที่น่าเชื่อถือ เช่น ปริมาณขนส่งที่สูญเสียทั้งหมด เบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้น หรือค่าจอดรอเรือที่เกิดขึ้นจริง
ราคาน้ำมันตอบสนองแรง แต่ไม่ได้พุ่งขึ้นทางเดียว เมื่อ 13 เมษายน 2569 รายงานที่เผยแพร่ต่อจาก Reuters ระบุว่าราคาน้ำมันดีดกลับขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะกองทัพเรือสหรัฐฯ เตรียมสกัดเรือที่ไปและกลับจากอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังวอชิงตันและเตหะรานเจรจาไม่สำเร็จ โดยผู้ค้าเห็นว่ามาตรการนี้อาจจำกัดการส่งออกน้ำมันอิหร่านที่เหลืออยู่ได้ถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แต่วันถัดมา ราคาน้ำมันอ้างอิงกลับหลุดต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อผู้ค้าเริ่มชั่งน้ำหนักว่าการทูตอาจกลับมาเดินต่อได้ แม้การปิดล้อมยังดำเนินอยู่ จุดกลับตัวนี้สำคัญ เพราะตลาดไม่ได้ประเมินเพียงว่าอุปทานจะหายไปเท่าไร แต่ประเมินความน่าจะเป็นของการยกระดับหรือคลี่คลายความขัดแย้งไปพร้อมกัน
ความผันผวนยังไม่จบ วันที่ 23 เมษายน รายงานที่เผยแพร่ต่อจาก Reuters ระบุว่าน้ำมันเบรนต์เพิ่มขึ้น 1.47 ดอลลาร์ ไปที่ 103.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน West Texas Intermediate หรือ WTI เพิ่มขึ้น 1.40 ดอลลาร์ ไปที่ 94.36 ดอลลาร์ หลังการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านชะงัก และข้อจำกัดการขนส่งผ่านฮอร์มุซยังหนุนราคา ต่อมาในวันที่ 30 เมษายน Reuters รายงานว่าวอชิงตันกำลังขอความช่วยเหลือจากนานาชาติเพื่อฟื้นเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบมากกว่า 4 ปี จากความกังวลว่าการหยุดชะงักอาจยืดเยื้อ
เหตุผลที่ตลาดให้ราคากับฮอร์มุซสูงมาก เพราะช่องแคบนี้ถูกมองเป็นความเสี่ยงเชิงระบบของพลังงานโลก รายงานเกี่ยวกับวิกฤตครั้งนี้ระบุว่าฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซราวหนึ่งในห้าของโลก เมื่อการเข้าถึงเส้นทางดูไม่แน่นอน ผู้ค้าจะบวกส่วนเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานเข้าไปในราคา แต่เมื่อสัญญาณเจรจาดูน่าเชื่อถือขึ้น ส่วนเพิ่มนั้นบางส่วนก็ถูกดึงกลับ
การปิดล้อมเกิดขึ้นหลังการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านที่อิสลามาบัดล้มเหลว แต่ไม่ได้หมายความว่าการทูตปิดฉาก รายงานที่เผยแพร่ต่อจาก Reuters ระบุว่านักเจรจาของทั้งสองฝ่ายอาจกลับไปอิสลามาบัด ขณะที่เจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวว่ายังมีความพยายามแก้ไขความขัดแย้งอยู่
ปัญหาคือ “ลำดับก่อนหลัง” แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านระบุว่าเตหะรานกำลังผลักดันข้อตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งและยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ ก่อน โดยค่อยนำการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ไปไว้ในขั้นต่อมา นั่นทำให้การเข้าถึงทะเลไม่ใช่ประเด็นข้างเคียงอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขก่อนเริ่มเจรจา เป็นข้อแลกเปลี่ยน หรือเป็นแรงกดดัน แล้วแต่ว่าฝ่ายใดเป็นผู้เล่าเรื่อง
ความพยายามของวอชิงตันที่จะสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศเพื่อฟื้นเสรีภาพการเดินเรือในฮอร์มุซ ยังสะท้อนว่าข้อพิพาทนี้ไม่ใช่เรื่องทวิภาคีล้วน ๆ อีกต่อไป ประเทศผู้นำเข้าพลังงาน รัฐรอบอ่าวเปอร์เซีย และเศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล ต่างมีส่วนได้เสียกับคำถามว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเต็มที่ เปิดบางส่วน หรือยังเป็นพื้นที่เผชิญหน้า
พูดอย่างระมัดระวังได้ว่า การปิดล้อมกำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้การเดินเรือพาณิชย์รอบท่าเรืออิหร่านและเส้นทางที่เกี่ยวกับฮอร์มุซ โดยเฉพาะหลังคำเตือนของอิหร่านเรื่องเรือที่เกี่ยวข้องกับ “ฝ่ายศัตรู” ในตลาดน้ำมัน มาตรการนี้สร้างส่วนเพิ่มความเสี่ยงที่ขยับขึ้นเมื่อสถานการณ์ดูตึงเครียด และลดลงเมื่อการเจรจาดูน่าเชื่อถือขึ้น
ส่วนในมิติการทูต การยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือและการเปิดฮอร์มุซกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของลำดับการเจรจา ไม่ใช่ประเด็นทะเลที่แยกออกไป
สิ่งที่ไม่ควรพูดเกินหลักฐานคือขนาดความเสียหายแบบตัวเลข บางรายงานมีข้อกล่าวอ้างแรงกว่า เช่น เรือบรรทุกน้ำมันถูกทำให้ใช้การไม่ได้ หรือการค้าทางทะเลของอิหร่านหยุดเกือบทั้งหมด แต่รายละเอียดเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันสอดคล้องกันจากรายงานคุณภาพสูงในชุดข้อมูลนี้ ภาพรวมที่ปลอดภัยกว่าคือ การปิดล้อมได้ยกระดับความเสี่ยงและความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญแล้ว แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่แท้จริงยังประเมินได้ไม่แน่ชัด
Comments
0 comments