NOAA ประเมินว่าเอลนีโญมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะรุนแรงมากในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวซีกโลกเหนือ 2026–27 และมีโอกาส 75% ที่จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 [33][35] FAO คาดว่าผลผลิตธัญพืชโลกปี 2026 ยังสูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติการณ์ ช่วยรองรับความเสี่ยงได้บางส่วน แม้ผลผลิตข้าวโลกปี 2026/27 มีแนวโน้ม...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is the rapidly intensifying El Niño forecast by NOAA to have more than a 90% chance of becoming a very strong “super” event this autumn. Article summary: A very strong El Niño would most likely create a renewed, uneven supply shock: higher and more volatile agricultural prices, costlier food imports and fertilizer, and delayed disinflation—especially in import-dependent e. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermark
NOAA มองว่าเอลนีโญที่กำลังทวีกำลังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 แต่ไม่ได้แปลว่าโลกจะเผชิญวิกฤตอาหารในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เพราะเอลนีโญเปลี่ยนรูปแบบฝนและอุณหภูมิแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค บางพื้นที่อาจเสียหายจากภัยแล้งหรือฝนหนัก ขณะที่บางแห่งอาจได้สภาพเพาะปลูกที่ดีขึ้น
ประเด็นที่ตลาดต้องจับตาคือ ความแปรปรวนของอากาศกำลังเกิดขึ้นในช่วงที่ต้นทุนปุ๋ย พลังงาน และการขนส่งยังสูงอยู่ หากแรงกดดันเหล่านี้ซ้อนทับกัน ผลกระทบต่อราคาอาหารและเงินเฟ้ออาจขยายตัวได้มากกว่าผลของสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว
ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของ NOAA ระบุว่าเอลนีโญกำลังแรงขึ้น และให้โอกาสมากกว่า 90% ที่จะเกิดเอลนีโญระดับ รุนแรงมาก ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ ปี 2026–27 สำหรับช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 NOAA ให้โอกาส 75% ที่เหตุการณ์จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ คาดว่าเอลนีโญจะดำเนินต่อถึงมีนาคม–พฤษภาคม 2027 ขณะที่ให้โอกาส 55% ที่สภาวะ ENSO จะกลับสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเมษายน–มิถุนายน 33
35
จังหวะเวลานี้มีความสำคัญ เพราะผลต่อภาคเกษตรและราคาอาจปรากฏหลังจากสภาพอากาศกระทบการเพาะปลูก ผลผลิต การเก็บเกี่ยว หรือการขนส่งไปแล้ว การคาดการณ์ที่รุนแรงขึ้นจึงหมายถึงโอกาสเกิดความปั่นป่วนที่สูงขึ้น ไม่ได้กำหนดว่าพืชทุกชนิดหรือทุกประเทศจะได้รับผลลัพธ์แบบเดียวกัน
เอลนีโญอาจเปลี่ยนปริมาณฝน อุณหภูมิ และฤดูกาลเพาะปลูกในพื้นที่ผู้ผลิตหลัก ทำให้ข้าว น้ำตาล ถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี เสี่ยงต่อภาวะแห้งแล้ง ฝนมากเกินไป หรือความล่าช้าในการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาของตลาดน่าจะไม่เท่ากันทั่วโลก เพราะความเสียหายในภูมิภาคผู้ส่งออกรายหนึ่งอาจถูกชดเชยได้บางส่วน หากพื้นที่อื่นมีสภาพอากาศเอื้ออำนวยหรือเก็บเกี่ยวได้มากขึ้น
ข้าวควรถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นอาหารหลักของหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า FAO คาดว่าผลผลิตข้าวโลกในฤดูกาล 2026/27 จะอยู่ที่ 553.1 ล้านตัน ลดลง 1.9% จากสถิติสูงสุดของฤดูกาลก่อน โดยอ้างถึงกำไรของผู้ผลิตที่ลดลงและสภาพอากาศซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับเอลนีโญ 18
แต่ภาพรวมไม่ได้มีแต่ปัจจัยลบ FAO ยังคาดว่าผลผลิตธัญพืชรวมของโลกในปี 2026 จะอยู่ที่ 2.98 พันล้านตัน ลดลง 2% จากปี 2025 แต่ยังเป็นผลผลิตสูงสุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีมา อุปทานและสต็อกที่ค่อนข้างมากอาจช่วยบรรเทาความเสียหายเฉพาะจุดได้ โดยเฉพาะหากประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่ประสบปัญหาพร้อมกัน 18
ภายใต้กรณีฐาน ธนาคารโลกคาดว่าดัชนีราคาอาหารโภคภัณฑ์โดยรวมจะเพิ่มราว 2.5% ในปี 2026 อย่างไรก็ตาม สมมติฐานดังกล่าวตั้งอยู่บนการที่ความติดขัดด้านอุปทานจะคลี่คลายลง และยังระบุว่าเอลนีโญที่แรงกว่าคาด ราคาพลังงานและปุ๋ยที่สูงต่อเนื่อง ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพ และข้อจำกัดทางการค้า ล้วนเป็นความเสี่ยงที่อาจผลักราคาให้สูงกว่าคาดการณ์ 62
ตัวเลขของ JPMorgan ช่วยสะท้อนว่าความเสี่ยงเหล่านี้สามารถเสริมแรงกันได้อย่างไร ธนาคารประเมินว่าเอลนีโญระดับรุนแรงมากเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เงินเฟ้ออาหารโลก ณ จุดสูงสุดเพิ่มขึ้นราว 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่หากเกิดควบคู่กับช็อกราคาน้ำมัน ผลกระทบอาจเพิ่มเป็น 1.3–1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้เงินเฟ้อทั่วไปของโลกสูงขึ้นราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ 1
6
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการวิเคราะห์แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่คำทำนายว่าเงินเฟ้ออาหารจะต้องขึ้นถึงระดับใด ผลจริงยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งของเหตุการณ์สภาพอากาศ การตอบสนองของผลผลิต ราคาพลังงาน และนโยบายการค้าของรัฐบาลต่าง ๆ
ความเสียหายจากอากาศจะสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจหนักขึ้น หากปัจจัยการผลิตทางเกษตรและการขนส่งมีราคาแพง ปุ๋ยส่งผลต่อเศรษฐศาสตร์การทำฟาร์มตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อปุ๋ยมีต้นทุนสูง เกษตรกรอาจลดปริมาณใช้ ซึ่งอาจบั่นทอนผลผลิตในระยะถัดไป
ธนาคารโลกรายงานว่าราคายูเรียพุ่งขึ้นเกือบ 46% แบบเดือนต่อเดือนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2026 ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 50 ขณะที่แนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารโลกเตือนว่า ความปั่นป่วนที่ยืดเยื้ออาจทำให้ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยสูงต่อเนื่อง และผลักราคาอาหารเหนือกรณีฐาน
62
ราคาน้ำมัน ก๊าซ และค่าระวางขนส่งที่สูงขึ้นจึงส่งผ่านไปยังราคาอาหารได้หลายทางพร้อมกัน ได้แก่
เอลนีโญเองไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักของความพร้อมใช้ก๊าซในยุโรป ความตึงตัวในตลาดก๊าซจะขึ้นกับปริมาณ LNG ที่ส่งมอบได้จริง ระดับก๊าซสำรอง เส้นทางเดินเรือ และการหยุดชะงักด้านพลังงานมากกว่า อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงขึ้นสามารถขยายผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากช็อกอาหารที่เกี่ยวข้องกับเอลนีโญได้
ในหลายประเทศรายได้ต่ำและประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า อาหารและเชื้อเพลิงมีสัดส่วนสูงกว่าในรายจ่ายครัวเรือน จึงอ่อนไหวเป็นพิเศษเมื่อค่าเงินอ่อนหรือราคาอาหารและพลังงานโลกเพิ่มขึ้น
สำหรับธนาคารกลาง นี่คือปัญหาจากฝั่งอุปทานที่แก้ได้ยาก การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไม่อาจทำให้ฝนตก ลดราคาปุ๋ย หรือเปิดเส้นทางเดินเรือได้ แต่ผู้กำหนดนโยบายอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หากเงินเฟ้ออาหารและพลังงานส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อวงกว้างหรือกดดันค่าเงิน การประเมินของ JPMorgan ว่ากรณีเอลนีโญควบช็อกน้ำมันอาจเพิ่มเงินเฟ้อโลก 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความเสี่ยงนี้ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ 1
ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอาจมีพื้นที่มากกว่าในการมองผ่านการขึ้นของราคาอาหารชั่วคราว คำถามสำคัญคือแรงกระแทกจะจำกัดอยู่ในหมวดสินค้าผันผวนหรือจะลามไปยังค่าจ้าง ภาคบริการ และการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว
ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรอาจตอบสนองต่อความเสี่ยงจากอากาศก่อนที่จะเห็นภาวะขาดแคลนในตลาดจริง ดังนั้นรูปแบบที่เป็นไปได้คือความผันผวนสูงและราคาดีดตัวเป็นระยะ มากกว่าราคาสินค้าเกษตรทุกชนิดจะขึ้นต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน
กลุ่มที่เสี่ยงมากมักเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางกระจุกตัว เช่น
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตในภูมิภาคที่ได้รับฝนเหมาะสมอาจได้ประโยชน์จากทั้งผลผลิตที่ดีขึ้นและราคาที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตัวเลขภาพรวมระดับโลกอาจปกปิดความแตกต่างระหว่างภูมิภาคอย่างมาก
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดมีแนวโน้มตกกับครัวเรือนที่กำลังเผชิญความขัดแย้ง ผลผลิตไม่ดี ค่าเงินอ่อน หรือภาระหนี้สูงอยู่แล้ว ธนาคารโลกเตือนว่าเอลนีโญอาจคุกคามผลผลิตข้าวในเอเชียใต้ แอฟริกาตอนใต้ และบางส่วนของเอเชียตะวันออก โดยในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ผลผลิตอาจลดลงอย่างมาก 54
สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย ราคาอาหารที่สูงขึ้นหมายถึงกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะช่วยคนได้น้อยลงภายใต้งบประมาณเท่าเดิม ข้อจำกัดการส่งออกอาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ เพราะเปลี่ยนปัญหาผลผลิตเฉพาะพื้นที่ให้กลายเป็นภาวะขาดแคลนและราคาพุ่งในวงกว้างขึ้น
เอลนีโญรุนแรงมากเพิ่มความเสี่ยง แต่ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อโลกที่รุนแรงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยที่อาจช่วยจำกัดผลกระทบ ได้แก่
วิธีอ่านแนวโน้มที่เป็นประโยชน์ที่สุดจึงไม่ใช่การสรุปว่า “เอลนีโญจะทำให้เกิดวิกฤตอาหารโลก” แต่คือการมองเห็น ความเปราะบางที่เชื่อมโยงกัน พยากรณ์ของ NOAA เพิ่มโอกาสที่สภาพอากาศจะสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่ ส่วนเรื่องจะขยายไปเป็นช็อกต่ออาหารและเงินเฟ้อในวงกว้างหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าความตึงตัวด้านพลังงาน ปุ๋ย การขนส่ง และการค้าจะคลี่คลายลง หรือรุนแรงขึ้นในเวลาเดียวกัน 33
18
62
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
NOAA ประเมินว่าเอลนีโญมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะรุนแรงมากในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวซีกโลกเหนือ 2026–27 และมีโอกาส 75% ที่จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 [33][35]
NOAA ประเมินว่าเอลนีโญมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะรุนแรงมากในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวซีกโลกเหนือ 2026–27 และมีโอกาส 75% ที่จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 [33][35] FAO คาดว่าผลผลิตธัญพืชโลกปี 2026 ยังสูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติการณ์ ช่วยรองรับความเสี่ยงได้บางส่วน แม้ผลผลิตข้าวโลกปี 2026/27 มีแนวโน้มลดลง 1.9% เหลือ 553.1 ล้านตัน [18]
JPMorgan ประเมินว่าเอลนีโญรุนแรงมากเพียงลำพังอาจเพิ่มเงินเฟ้ออาหารโลก ณ จุดสูงสุดราว 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่หากเกิดพร้อมช็อกน้ำมัน ผลกระทบอาจเพิ่มเป็น 1.3–1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ [1][6]
NOAA ประเมินว่าเอลนีโญมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะรุนแรงมากในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวซีกโลกเหนือ 2026–27 และมีโอกาส 75% ที่จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 [33][35] FAO คาดว่าผลผลิตธัญพืชโลกปี 2026 ยังสูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติการณ์ ช่วยรองรับความเสี่ยงได้บางส่วน แม้ผลผลิตข้าวโลกปี 2026/27 มีแนวโน้ม...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is the rapidly intensifying El Niño forecast by NOAA to have more than a 90% chance of becoming a very strong “super” event this autumn. Article summary: A very strong El Niño would most likely create a renewed, uneven supply shock: higher and more volatile agricultural prices, costlier food imports and fertilizer, and delayed disinflation—especially in import-dependent e. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermark
NOAA มองว่าเอลนีโญที่กำลังทวีกำลังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 แต่ไม่ได้แปลว่าโลกจะเผชิญวิกฤตอาหารในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เพราะเอลนีโญเปลี่ยนรูปแบบฝนและอุณหภูมิแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค บางพื้นที่อาจเสียหายจากภัยแล้งหรือฝนหนัก ขณะที่บางแห่งอาจได้สภาพเพาะปลูกที่ดีขึ้น
ประเด็นที่ตลาดต้องจับตาคือ ความแปรปรวนของอากาศกำลังเกิดขึ้นในช่วงที่ต้นทุนปุ๋ย พลังงาน และการขนส่งยังสูงอยู่ หากแรงกดดันเหล่านี้ซ้อนทับกัน ผลกระทบต่อราคาอาหารและเงินเฟ้ออาจขยายตัวได้มากกว่าผลของสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว
ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของ NOAA ระบุว่าเอลนีโญกำลังแรงขึ้น และให้โอกาสมากกว่า 90% ที่จะเกิดเอลนีโญระดับ รุนแรงมาก ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของซีกโลกเหนือ ปี 2026–27 สำหรับช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 NOAA ให้โอกาส 75% ที่เหตุการณ์จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ คาดว่าเอลนีโญจะดำเนินต่อถึงมีนาคม–พฤษภาคม 2027 ขณะที่ให้โอกาส 55% ที่สภาวะ ENSO จะกลับสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเมษายน–มิถุนายน 33
35
จังหวะเวลานี้มีความสำคัญ เพราะผลต่อภาคเกษตรและราคาอาจปรากฏหลังจากสภาพอากาศกระทบการเพาะปลูก ผลผลิต การเก็บเกี่ยว หรือการขนส่งไปแล้ว การคาดการณ์ที่รุนแรงขึ้นจึงหมายถึงโอกาสเกิดความปั่นป่วนที่สูงขึ้น ไม่ได้กำหนดว่าพืชทุกชนิดหรือทุกประเทศจะได้รับผลลัพธ์แบบเดียวกัน
เอลนีโญอาจเปลี่ยนปริมาณฝน อุณหภูมิ และฤดูกาลเพาะปลูกในพื้นที่ผู้ผลิตหลัก ทำให้ข้าว น้ำตาล ถั่วเหลือง ข้าวโพด และข้าวสาลี เสี่ยงต่อภาวะแห้งแล้ง ฝนมากเกินไป หรือความล่าช้าในการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ดี ปฏิกิริยาของตลาดน่าจะไม่เท่ากันทั่วโลก เพราะความเสียหายในภูมิภาคผู้ส่งออกรายหนึ่งอาจถูกชดเชยได้บางส่วน หากพื้นที่อื่นมีสภาพอากาศเอื้ออำนวยหรือเก็บเกี่ยวได้มากขึ้น
ข้าวควรถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นอาหารหลักของหลายประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า FAO คาดว่าผลผลิตข้าวโลกในฤดูกาล 2026/27 จะอยู่ที่ 553.1 ล้านตัน ลดลง 1.9% จากสถิติสูงสุดของฤดูกาลก่อน โดยอ้างถึงกำไรของผู้ผลิตที่ลดลงและสภาพอากาศซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับเอลนีโญ 18
แต่ภาพรวมไม่ได้มีแต่ปัจจัยลบ FAO ยังคาดว่าผลผลิตธัญพืชรวมของโลกในปี 2026 จะอยู่ที่ 2.98 พันล้านตัน ลดลง 2% จากปี 2025 แต่ยังเป็นผลผลิตสูงสุดอันดับ 2 เท่าที่เคยมีมา อุปทานและสต็อกที่ค่อนข้างมากอาจช่วยบรรเทาความเสียหายเฉพาะจุดได้ โดยเฉพาะหากประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่ประสบปัญหาพร้อมกัน 18
ภายใต้กรณีฐาน ธนาคารโลกคาดว่าดัชนีราคาอาหารโภคภัณฑ์โดยรวมจะเพิ่มราว 2.5% ในปี 2026 อย่างไรก็ตาม สมมติฐานดังกล่าวตั้งอยู่บนการที่ความติดขัดด้านอุปทานจะคลี่คลายลง และยังระบุว่าเอลนีโญที่แรงกว่าคาด ราคาพลังงานและปุ๋ยที่สูงต่อเนื่อง ความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพ และข้อจำกัดทางการค้า ล้วนเป็นความเสี่ยงที่อาจผลักราคาให้สูงกว่าคาดการณ์ 62
ตัวเลขของ JPMorgan ช่วยสะท้อนว่าความเสี่ยงเหล่านี้สามารถเสริมแรงกันได้อย่างไร ธนาคารประเมินว่าเอลนีโญระดับรุนแรงมากเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เงินเฟ้ออาหารโลก ณ จุดสูงสุดเพิ่มขึ้นราว 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่หากเกิดควบคู่กับช็อกราคาน้ำมัน ผลกระทบอาจเพิ่มเป็น 1.3–1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ และทำให้เงินเฟ้อทั่วไปของโลกสูงขึ้นราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ 1
6
ตัวเลขเหล่านี้เป็นการวิเคราะห์แบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่คำทำนายว่าเงินเฟ้ออาหารจะต้องขึ้นถึงระดับใด ผลจริงยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งของเหตุการณ์สภาพอากาศ การตอบสนองของผลผลิต ราคาพลังงาน และนโยบายการค้าของรัฐบาลต่าง ๆ
ความเสียหายจากอากาศจะสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจหนักขึ้น หากปัจจัยการผลิตทางเกษตรและการขนส่งมีราคาแพง ปุ๋ยส่งผลต่อเศรษฐศาสตร์การทำฟาร์มตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อปุ๋ยมีต้นทุนสูง เกษตรกรอาจลดปริมาณใช้ ซึ่งอาจบั่นทอนผลผลิตในระยะถัดไป
ธนาคารโลกรายงานว่าราคายูเรียพุ่งขึ้นเกือบ 46% แบบเดือนต่อเดือนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2026 ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 50 ขณะที่แนวโน้มตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารโลกเตือนว่า ความปั่นป่วนที่ยืดเยื้ออาจทำให้ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยสูงต่อเนื่อง และผลักราคาอาหารเหนือกรณีฐาน
62
ราคาน้ำมัน ก๊าซ และค่าระวางขนส่งที่สูงขึ้นจึงส่งผ่านไปยังราคาอาหารได้หลายทางพร้อมกัน ได้แก่
เอลนีโญเองไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักของความพร้อมใช้ก๊าซในยุโรป ความตึงตัวในตลาดก๊าซจะขึ้นกับปริมาณ LNG ที่ส่งมอบได้จริง ระดับก๊าซสำรอง เส้นทางเดินเรือ และการหยุดชะงักด้านพลังงานมากกว่า อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงขึ้นสามารถขยายผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากช็อกอาหารที่เกี่ยวข้องกับเอลนีโญได้
ในหลายประเทศรายได้ต่ำและประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า อาหารและเชื้อเพลิงมีสัดส่วนสูงกว่าในรายจ่ายครัวเรือน จึงอ่อนไหวเป็นพิเศษเมื่อค่าเงินอ่อนหรือราคาอาหารและพลังงานโลกเพิ่มขึ้น
สำหรับธนาคารกลาง นี่คือปัญหาจากฝั่งอุปทานที่แก้ได้ยาก การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไม่อาจทำให้ฝนตก ลดราคาปุ๋ย หรือเปิดเส้นทางเดินเรือได้ แต่ผู้กำหนดนโยบายอาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น หากเงินเฟ้ออาหารและพลังงานส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อวงกว้างหรือกดดันค่าเงิน การประเมินของ JPMorgan ว่ากรณีเอลนีโญควบช็อกน้ำมันอาจเพิ่มเงินเฟ้อโลก 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความเสี่ยงนี้ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ 1
ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอาจมีพื้นที่มากกว่าในการมองผ่านการขึ้นของราคาอาหารชั่วคราว คำถามสำคัญคือแรงกระแทกจะจำกัดอยู่ในหมวดสินค้าผันผวนหรือจะลามไปยังค่าจ้าง ภาคบริการ และการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว
ตลาดซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตรอาจตอบสนองต่อความเสี่ยงจากอากาศก่อนที่จะเห็นภาวะขาดแคลนในตลาดจริง ดังนั้นรูปแบบที่เป็นไปได้คือความผันผวนสูงและราคาดีดตัวเป็นระยะ มากกว่าราคาสินค้าเกษตรทุกชนิดจะขึ้นต่อเนื่องในทิศทางเดียวกัน
กลุ่มที่เสี่ยงมากมักเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางกระจุกตัว เช่น
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตในภูมิภาคที่ได้รับฝนเหมาะสมอาจได้ประโยชน์จากทั้งผลผลิตที่ดีขึ้นและราคาที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตัวเลขภาพรวมระดับโลกอาจปกปิดความแตกต่างระหว่างภูมิภาคอย่างมาก
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดมีแนวโน้มตกกับครัวเรือนที่กำลังเผชิญความขัดแย้ง ผลผลิตไม่ดี ค่าเงินอ่อน หรือภาระหนี้สูงอยู่แล้ว ธนาคารโลกเตือนว่าเอลนีโญอาจคุกคามผลผลิตข้าวในเอเชียใต้ แอฟริกาตอนใต้ และบางส่วนของเอเชียตะวันออก โดยในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ผลผลิตอาจลดลงอย่างมาก 54
สำหรับครัวเรือนรายได้น้อย ราคาอาหารที่สูงขึ้นหมายถึงกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะช่วยคนได้น้อยลงภายใต้งบประมาณเท่าเดิม ข้อจำกัดการส่งออกอาจยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ เพราะเปลี่ยนปัญหาผลผลิตเฉพาะพื้นที่ให้กลายเป็นภาวะขาดแคลนและราคาพุ่งในวงกว้างขึ้น
เอลนีโญรุนแรงมากเพิ่มความเสี่ยง แต่ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อโลกที่รุนแรงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยที่อาจช่วยจำกัดผลกระทบ ได้แก่
วิธีอ่านแนวโน้มที่เป็นประโยชน์ที่สุดจึงไม่ใช่การสรุปว่า “เอลนีโญจะทำให้เกิดวิกฤตอาหารโลก” แต่คือการมองเห็น ความเปราะบางที่เชื่อมโยงกัน พยากรณ์ของ NOAA เพิ่มโอกาสที่สภาพอากาศจะสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่ ส่วนเรื่องจะขยายไปเป็นช็อกต่ออาหารและเงินเฟ้อในวงกว้างหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าความตึงตัวด้านพลังงาน ปุ๋ย การขนส่ง และการค้าจะคลี่คลายลง หรือรุนแรงขึ้นในเวลาเดียวกัน 33
18
62
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
NOAA ประเมินว่าเอลนีโญมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะรุนแรงมากในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวซีกโลกเหนือ 2026–27 และมีโอกาส 75% ที่จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 [33][35]
NOAA ประเมินว่าเอลนีโญมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะรุนแรงมากในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวซีกโลกเหนือ 2026–27 และมีโอกาส 75% ที่จะมีความรุนแรงระดับประวัติการณ์ในช่วงตุลาคม–ธันวาคม 2026 [33][35] FAO คาดว่าผลผลิตธัญพืชโลกปี 2026 ยังสูงเป็นอันดับ 2 ในประวัติการณ์ ช่วยรองรับความเสี่ยงได้บางส่วน แม้ผลผลิตข้าวโลกปี 2026/27 มีแนวโน้มลดลง 1.9% เหลือ 553.1 ล้านตัน [18]
JPMorgan ประเมินว่าเอลนีโญรุนแรงมากเพียงลำพังอาจเพิ่มเงินเฟ้ออาหารโลก ณ จุดสูงสุดราว 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่หากเกิดพร้อมช็อกน้ำมัน ผลกระทบอาจเพิ่มเป็น 1.3–1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ [1][6]