ประเทศเอเชียจำนวนมากต้องนำเข้าน้ำมัน ทำให้ได้รับผลกระทบก่อนใคร เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายนำเข้าจะสูงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลง และความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้กดดันค่าเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินที่นักวิเคราะห์มองว่าเปราะบางที่สุด ได้แก่
ค่าเงินเหล่านี้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งและนักลงทุนหันไปถือดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น นักวิเคราะห์ชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจริงของสหรัฐ (real yields) และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นร่วมกันกดดันค่าเงินตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย
ในบางช่วงแรงกดดันรุนแรงมาก โดย รูเปียห์และรูปีทำสถิติต่ำสุดใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดด้านพลังงานในตลาดโลก
แรงกระแทกจากพลังงานยังสะท้อนในตลาดพันธบัตรด้วย เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น นักลงทุนมักคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นตาม
ผลที่เกิดขึ้นคือ
ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมีส่วนทำให้ บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับค่าเงินเอเชียที่อ่อนค่า
สถานการณ์นี้สร้างภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้กับธนาคารกลาง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่
ปกติแล้ว หากเศรษฐกิจชะลอ ธนาคารกลางอาจลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ราคาพลังงานที่พุ่งกลับทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายต้องระมัดระวังมากขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางต้อง
ประเทศเอเชียได้รับผลกระทบหนัก เพราะราคาพลังงานมีบทบาทสำคัญต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ ทำให้บางธนาคารกลางต้องประเมินใหม่ว่านโยบายการเงินควรยังคงเข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินหรือไม่
แม้วิกฤตจะเกิดขึ้นไม่นาน ผลกระทบด้านเงินเฟ้อก็อาจเห็นได้ชัด
การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจระบุว่า หากการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซกินเวลาน้อยกว่าสองเดือน เงินเฟ้อเฉลี่ยในตลาดเกิดใหม่อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8–1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ผ่านต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น
หากวิกฤตยืดเยื้อ ผลกระทบอาจลุกลามไปยังประเทศที่มีความเปราะบางด้านเศรษฐกิจ เช่น การขาดดุลงบประมาณ ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ หรือพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับมหภาคเริ่มสะท้อนในประมาณการอย่างเป็นทางการแล้ว
สหประชาชาติปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 เหลือ 2.5% จากเดิม 2.7% และเตือนว่าในสถานการณ์เลวร้าย การเติบโตอาจลดลงเหลือเพียง ประมาณ 2.1% ซึ่งจะเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดของศตวรรษนี้ นอกเหนือจากช่วงวิกฤตการเงินโลกและโควิด‑19
พร้อมกันนั้น นักเศรษฐศาสตร์ของ UN ยังประเมินว่า เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มเป็นประมาณ 3.9% ในปี 2026 สูงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ราว 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านขนส่ง การผลิตไฟฟ้า และต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก
ภาพรวมของสถานการณ์นี้ตรงกับสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า stagflation shock หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานในอดีตมักก่อให้เกิดรูปแบบเดียวกัน คือ
ผลลัพธ์ที่เห็นในตลาดการเงินโลกตอนนี้ ได้แก่
หากการหยุดชะงักของเส้นทางพลังงานสำคัญนี้ยังดำเนินต่อไป นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าแรงกระแทกด้านพลังงานอาจรุนแรงขึ้น และอาจผลักดันบางประเทศในตลาดเกิดใหม่เข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมกับเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินโลกต่อไป
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ความขัดแย้งในจุดยุทธศาสตร์ของการขนส่งพลังงานโลกกำลังมีอิทธิพลต่อ ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และทิศทางเศรษฐกิจโลก อย่างชัดเจน
Comments
0 comments