สถานการณ์นี้สร้างความผิดปกติในตลาดน้ำมันโลก:
ประเทศเหล่านี้ยังเป็นผู้ถือครอง "กำลังการผลิตสำรอง" ของโลกจำนวนมาก ซึ่งปกติจะถูกใช้เพิ่มการผลิตเมื่อเกิดวิกฤต ดังนั้นเมื่อพวกเขาส่งออกไม่ได้ กลไกที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันก็หายไปพร้อมกัน
หน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศคาดว่าวิกฤตนี้จะส่งผลต่อสมดุลตลาดน้ำมันไปตลอดทั้งปี
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกอาจลดลงประมาณ 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2026 โดยปัจจุบันมีการผลิตจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียประมาณ 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดได้ เนื่องจากความขัดแย้งและข้อจำกัดด้านการขนส่ง
แม้ราคาที่สูงจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงบางส่วน แต่ความต้องการยังคงมากกว่าอุปทาน ทำให้ตลาดน้ำมันโลกยังคงอยู่ในภาวะขาดแคลนเชิงโครงสร้างตลอดปี
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันยังไม่ลดลง แม้จะมีข่าวการหยุดยิงแล้วก็ตาม
โดยปกติ ตลาดน้ำมันโลกจะพึ่งพา "กำลังการผลิตสำรอง" จากผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางเพื่อชดเชยการหยุดชะงักของอุปทาน
แต่ในวิกฤตครั้งนี้ ประเทศที่ถือกำลังการผลิตสำรองส่วนใหญ่กลับเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคอขวดการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อประเทศเหล่านี้ส่งออกไม่ได้:
นักวิเคราะห์จึงเตือนว่าความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มไปในทิศทางขาขึ้น โดยเฉพาะหากข้อจำกัดด้านการเดินเรือยังคงอยู่หรือทวีความรุนแรงขึ้น
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะตลาดพลังงาน แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก
ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนผ่าน:
ผลลัพธ์คือเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง
ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดของสหรัฐแสดงให้เห็นแรงกดดันจากราคาพลังงาน โดยอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคอยู่ที่ประมาณ 3.8% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นและลดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยในระยะสั้น
สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายให้ธนาคารกลางทั่วโลก เพราะต้องรับมือกับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน
การผสมกันของสองปัจจัยนี้มักถูกเรียกว่า ความเสี่ยงภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้าแต่เงินเฟ้อยังสูง
คำถามสำคัญที่สุดสำหรับตลาดพลังงานคือ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อแค่ไหน
หากการเดินเรือบรรทุกน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว การหยุดผลิตชั่วคราวก็อาจยุติลงและราคาน้ำมันอาจลดลงเมื่ออุปทานกลับเข้าสู่ตลาด
แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการฟื้นฟูเครือข่ายการขนส่งและการผลิตหลังความขัดแย้งมักใช้เวลาหลายเดือน ไม่ใช่เพียงไม่กี่วัน
หากข้อจำกัดยังคงอยู่ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ ได้แก่
เนื่องจากโดยปกติแล้วประมาณ หนึ่งในห้าของน้ำมันที่ขนส่งทางทะเลทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้การหยุดชะงักเพียงบางส่วนก็สามารถเปลี่ยนทิศทางของตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลกได้เป็นเวลาหลายเดือนหรือยาวนานกว่านั้น
Comments
0 comments