| พลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่ง เมื่อแพงขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในวงกว้าง |
ราคาอาหารถูกกระทบก่อนที่สินค้าเกษตรจะมาถึงซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการกระจายสินค้า ธนาคารโลกระบุว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมในปี 2026 จะเพิ่ม 16% โดยมีแรงผลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งขึ้น รวมถึงคาดว่าราคาพลังงานจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 FAO ระบุเพิ่มเติมว่า ความปั่นป่วนรอบช่องแคบฮอร์มุซกำลังทำให้ต้นทุนพลังงานและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรสูงขึ้นทั่วโลก
ความเสี่ยงจากปุ๋ยเป็นเรื่องที่ส่งผลช้ากว่า แต่สำคัญมาก เพราะถ้าปุ๋ยแพงหรือหายาก เกษตรกรอาจลดการใช้ปัจจัยการผลิต และผลผลิตในฤดูกาลถัดไปอาจถูกกดดัน FAO เตือนว่าการขาดแคลนปุ๋ยและราคาพลังงานที่สูงขึ้นคุกคามผลผลิตพืช และอาจทำให้ราคาอาหารผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะในแอฟริกา เอเชีย และภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้า
อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดยังชี้ไปที่แรงกดดันด้านราคา มากกว่าการขาดแคลนพร้อมกันทั่วโลก Euronews รายงานว่า ดัชนีราคาอาหารของ FAO เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง และอยู่สูงกว่าระดับปีก่อนราว 1% ขณะที่อุปทานในตลาดยังถูกระบุว่ายังค่อนข้างมั่นคง
ฝั่งสินค้าอุปโภคบริโภคได้รับผลผ่านระบบขนส่งตู้คอนเทนเนอร์และต้นทุนการนำเข้า หลังสงครามอิสราเอล-ฮามาสระลอกล่าสุดเริ่มในเดือนตุลาคม 2023 การโจมตีเรือในทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตีในเยเมนทำให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งเลี่ยงทะเลแดงและคลองสุเอซ เมื่อต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของแอฟริกา ระยะทางเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ไมล์ทะเล หรือ 6,482 กิโลเมตร และบางเที่ยวเรือใช้เวลานานขึ้นอย่างน้อย 14 วัน โดยเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรปได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ
ขนาดของเส้นทางนี้ไม่เล็กเลย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่าเส้นทางคลองสุเอซปกติรองรับประมาณ 15% ของปริมาณการค้าทางทะเลโลก ส่วนการวิเคราะห์ของธนาคารโลกระบุว่า คลองสุเอซและช่องแคบบับเอลมันเดบเคยรองรับราว 30% ของปริมาณตู้คอนเทนเนอร์โลก แต่ภายในสิ้นปี 2024 ปริมาณเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงประมาณสามในสี่ ขณะที่การเดินเรือรอบแหลมกู๊ดโฮปเพิ่มขึ้นมากกว่า 50%
ต้นทุนไม่ได้มาจากค่าน้ำมันเรืออย่างเดียว ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ หรือ CSIS ระบุว่าประกันภัยสินค้าเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจว่าจะผ่านทะเลแดงหรือไม่ และอัตราประกันภัยสำหรับเส้นทางทะเลแดงกับบับเอลมันเดบเพิ่มขึ้นอย่างมาก ด้าน J.P. Morgan Research ประเมินว่าความปั่นป่วนในทะเลแดงอาจเพิ่มเงินเฟ้อพื้นฐานหมวดสินค้าโลก 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ และเพิ่มเงินเฟ้อพื้นฐานโดยรวม 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยค่าขนส่งที่สูงขึ้นมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังราคาสินค้านำเข้าแบบมีเวลาหน่วง
อุปทานมีอยู่กับต้นทุนสูงขึ้นเป็นคนละเรื่องกัน ตลาดอาหารอาจยังมีสินค้าขายตามปกติ แต่ราคาก็ขึ้นได้ หากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยสูงขึ้น นี่คือเหตุผลที่ดัชนีราคาอาหารของ FAO สามารถปรับขึ้นได้ แม้รายงานตลาดยังระบุว่าอุปทานโดยรวมค่อนข้างมั่นคง
ราคาขายปลีกก็ไม่ได้ขยับทันทีในวันที่ค่าระวางเรือขึ้น J.P. Morgan ระบุว่าการส่งผ่านต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้านำเข้าขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของวิกฤต และมักเกิดขึ้นแบบล่าช้า สำหรับผู้บริโภค จึงอาจเห็นเป็นสินค้าบางกลุ่มส่งช้าลง ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น หรือการปรับราคาที่ค่อย ๆ ตามมา มากกว่าการขึ้นราคาพร้อมกันทุกอย่างในวันเดียว
ผลกระทบไม่ได้กระจายเท่ากันทุกประเทศหรือทุกเส้นทางการค้า พื้นที่ที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง ปุ๋ย และอาหารในตลาดโลกมีเกราะป้องกันน้อยกว่า FAO ระบุว่าแอฟริกา เอเชีย และภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าอื่น ๆ เสี่ยงต่อความผันผวนของราคาอาหารที่แรงขึ้น
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ UNCTAD เตือนด้วยว่า ความปั่นป่วนด้านการเดินเรือกำลังดันต้นทุนให้สูงขึ้น เปลี่ยนรูปแบบการค้า ทำให้การไหลเวียนของพลังงานและอาหารปั่นป่วน และเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงอาหารในเศรษฐกิจที่เปราะบาง
ห่วงโซ่อุปทานเอเชีย-ยุโรปมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะพึ่งพาเส้นทางสุเอซสูง และได้รับผลจากการอ้อมทะเลแดง ดังนั้นผลที่ผู้ซื้อปลายทางเห็นอาจเป็นการส่งมอบล่าช้า ราคานำเข้าที่สูงขึ้น และราคาขายปลีกที่ทยอยปรับ มากกว่าผลกระทบแบบเดียวกันในสินค้าทุกชนิด
ตัวชี้วัดสำคัญมี 3 อย่าง หนึ่ง คือการไหลเวียนของพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเชื่อถือได้แค่ไหน สอง คือต้นทุนและความพร้อมของปุ๋ยจะทรงตัวหรือไม่ และสาม คือเรือสินค้าจะกลับไปใช้เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซได้อย่างปลอดภัยเมื่อใด FAO ระบุว่าฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดสำคัญของน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ย ขณะที่การอ้อมทะเลแดงเพิ่มทั้งเวลาและระยะทางให้เส้นทางค้าหลักแล้ว
ถ้าราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ผลกระทบอาจลามไปถึงการค้าโลก นักเศรษฐศาสตร์ขององค์การการค้าโลก หรือ WTO เตือนว่า หากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อัตราการเติบโตของปริมาณการค้าสินค้าโลกในปี 2026 อาจลดลงอีก 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ จาก 1.9% เหลือ 1.4% และเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานอาหารและการค้าภาคบริการ
สรุปแล้ว สงครามตะวันออกกลางกำลังทำหน้าที่เหมือนตัวขยายต้นทุนระดับโลก มันทำให้พลังงานแพงขึ้น เพิ่มต้นทุนการปลูกอาหาร และทำให้การขนส่งสินค้ารอบโลกแพงและช้าลง ผลกระทบมีจริง แต่ไม่เท่ากันทุกที่ ผู้ที่รับแรงกดดันมากที่สุดคือเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้า เส้นทางเดินเรือที่เปิดรับความเสี่ยง และผู้บริโภคที่ต้องรอให้ต้นทุนเหล่านี้ค่อย ๆ ส่งผ่านมาถึงราคาสินค้า
Comments
0 comments