แรงขายพันธบัตรทั่วโลกจากความกังวลเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดันยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีขึ้นเหนือ 5% และเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก [10][11] ยีลด์ที่พุ่งขึ้นทำให้นักลงทุนในตราสารจำนองต้องทำ “convexity hedging” โดยขายพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม ซึ่งยิ่งเร่งแรงขายในตลาดบอนด์ [18...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is the global sovereign bond selloff—pushing U.S. 30‑year Treasury yields above 5%, lifting borrowing costs across Europe and Japan, and. Article summary: It works through a tightening feedback loop: the Iran-driven oil spike raises inflation risk, investors push sovereign yields higher, higher long-end yields then force mortgage investors to sell Treasuries as a hedge, an. Topic tags: general, general web, user generated, news. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Global bond rout deepens as inflation fears trigger rate hike bets Reuters 4200000 subscribers 18 likes 894 views 18 May 2026 Bonds from Tokyo to New York extended losses as rising" source context "Global bond rout deepens as inflation fears trigger rate hike bets" Reference image 2: visual subject "[](http
แรงขายพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกในช่วงล่าสุดไม่ได้กระทบแค่ตลาดตราสารหนี้เท่านั้น แต่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงตลาดหุ้นด้วย กลไกสำคัญคือการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ซึ่งทำให้เงื่อนไขทางการเงินทั่วโลกตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เริ่มจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน กลับกลายเป็นวงจรป้อนกลับในตลาดการเงิน ที่เชื่อมโยงพันธบัตร ตลาดจำนอง นโยบายธนาคารกลาง และราคาหุ้นเข้าด้วยกัน
แรงขายในตลาดพันธบัตรเกิดขึ้นจากความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยหนึ่งในปัจจัยหลักคือราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน
เมื่อเงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูงขึ้น นักลงทุนจึงเทขายพันธบัตรรัฐบาลในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐไปจนถึงยุโรปและญี่ปุ่น ทำให้ราคาพันธบัตรลดลงและยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น
ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีทะลุระดับ 5% ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งก็ปรับตัวขึ้นตามกัน
พันธบัตรอายุยาวได้รับแรงกดดันมากที่สุด เพราะไวต่อความคาดหวังเงินเฟ้อระยะยาวและแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ยังมีแรงทางเทคนิคในตลาดการเงินที่ช่วยเร่งการปรับขึ้นของยีลด์ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า convexity hedging
ตราสารที่อิงสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐ หรือ mortgage‑backed securities (MBS) มีลักษณะพิเศษคือ ผู้กู้สามารถรีไฟแนนซ์หรือปิดหนี้ก่อนกำหนดได้
เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น การรีไฟแนนซ์จะลดลง ทำให้เงินกู้คงอยู่ในระบบนานขึ้น ส่งผลให้ ระยะเวลาความเสี่ยง (duration) ของตราสารจำนองยาวขึ้นโดยอัตโนมัติ
เพื่อควบคุมความเสี่ยง นักลงทุนที่ถือ MBS เช่น กองทรัสต์อสังหาฯ (mortgage REITs) บริษัทประกัน และผู้จัดการกองทุน มักจะเฮดจ์โดย ขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือใช้อนุพันธ์อัตราดอกเบี้ย
การขายเพิ่มจากการเฮดจ์นี้ทำให้แรงขายในตลาดพันธบัตรยิ่งรุนแรงขึ้น และช่วยเร่งการพุ่งขึ้นของยีลด์ นักวิเคราะห์บางรายระบุว่ากลไกนี้มีส่วนทำให้อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเร็วที่สุดในรอบประมาณหนึ่งปี
ยีลด์ที่สูงขึ้นยังสะท้อนการปรับมุมมองของตลาดต่อธนาคารกลางด้วย
หากราคาพลังงานดันเงินเฟ้อขึ้น นักลงทุนจะเริ่มเชื่อว่า ธนาคารกลางอย่างธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) หรือธนาคารกลางยุโรป อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่เคยคาด หรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม
เมื่อความคาดหวังการลดดอกเบี้ยถูกเลื่อนออกไป ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และครัวเรือนก็สูงขึ้นตาม
ยีลด์พันธบัตรที่สูงขึ้นส่งผลต่อตลาดหุ้นผ่านหลายช่องทาง
อย่างแรกคือ อัตราคิดลด (discount rate) ที่ใช้ประเมินมูลค่ากำไรในอนาคต เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตก็ลดลง โดยเฉพาะหุ้นเติบโตสูง เช่น กลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นแรงขับของกระแส AI ในช่วงที่ผ่านมา
อย่างที่สอง ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้นทำให้เงื่อนไขทางการเงินโดยรวมตึงตัว บริษัทต้องกู้เงินแพงขึ้น และพันธบัตรก็เริ่มเป็นทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนแข่งขันกับหุ้นมากขึ้น
ข้อมูลกระแสเงินลงทุนเริ่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว
หลังจากกองทุนหุ้นทั่วโลกมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง 8 สัปดาห์จากกระแส AI ล่าสุดกลับมี เงินไหลออกสุทธิครั้งแรกในรอบ 9 สัปดาห์ โดยนักลงทุนถอนเงินประมาณ 6.13 พันล้านดอลลาร์ในช่วงที่ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้น
ภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันสามารถสรุปเป็นลำดับได้ดังนี้
แม้ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับขึ้นแรง ตลาดพันธบัตรมักเป็นตัวกำหนด “สภาพการเงิน” ของเศรษฐกิจโลก
เมื่อยีลด์ระยะยาวปรับขึ้นเร็ว โดยเฉพาะระดับสำคัญอย่าง 5% ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ผลกระทบสามารถกระจายไปยังตลาดจำนอง ความคาดหวังนโยบายธนาคารกลาง และมูลค่าหุ้นพร้อมกัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาแรงขายพันธบัตรครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นสัญญาณว่าระบบการเงินกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้น ในเวลาที่ตลาดเพิ่งเริ่มเดิมพันกับดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
แรงขายพันธบัตรทั่วโลกจากความกังวลเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดันยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีขึ้นเหนือ 5% และเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก [10][11]
แรงขายพันธบัตรทั่วโลกจากความกังวลเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดันยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีขึ้นเหนือ 5% และเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลก [10][11] ยีลด์ที่พุ่งขึ้นทำให้นักลงทุนในตราสารจำนองต้องทำ “convexity hedging” โดยขายพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม ซึ่งยิ่งเร่งแรงขายในตลาดบอนด์ [18]
ต้นทุนเงินที่สูงขึ้นและอัตราคิดลดที่เพิ่มขึ้นเริ่มกดดันหุ้น ทำให้กองทุนหุ้นทั่วโลกมีเงินไหลออกครั้งแรกในรอบ 9 สัปดาห์ ราว 6.13 พันล้านดอลลาร์ [37]