ส่วนที่ตึงตัวที่สุดในซัพพลายเชนตอนนี้คือ ชิปหน่วยความจำ โดยเฉพาะ:
ชิปสองประเภทนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญทั้งในเซิร์ฟเวอร์ AI และสมาร์ตโฟน
ระบบ AI ต้องใช้หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจำนวนมหาศาลเพื่อประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ความต้องการจากดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังผลิต ทำให้ราคาหน่วยความจำปรับสูงขึ้นและทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งซัพพลาย
สำหรับผู้ผลิตสมาร์ตโฟน หน่วยความจำถือเป็นต้นทุนสำคัญใน Bill of Materials (BoM) ของเครื่อง เมื่อราคา DRAM หรือ NAND เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตมือถือก็เพิ่มตามไปด้วย นักวิเคราะห์ประเมินว่าการขาดแคลนอาจทำให้ต้นทุนส่วนประกอบของมือถือเพิ่มขึ้นในหลายระดับราคา โดยเฉพาะรุ่นราคาประหยัด
เมื่อราคาหน่วยความจำพุ่ง ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนมักมีทางเลือกไม่กี่แบบ เช่น
แบรนด์ระดับพรีเมียมมักสามารถขึ้นราคาได้ง่ายกว่า เพราะมีมาร์จิ้นสูงและลูกค้ายอมจ่าย แต่สมาร์ตโฟนระดับกลางและราคาประหยัดมีมาร์จิ้นต่ำกว่า จึงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนชิปที่เพิ่มขึ้นมากกว่า
นักวิเคราะห์ตลาดมองว่าความตึงตัวของซัพพลายชิปอาจทำให้การผลิตสมาร์ตโฟนทั่วโลกลดลง
Counterpoint Research คาดว่ายอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกอาจลดลงประมาณ 2.1% ในปี 2026 เนื่องจากราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม
ขณะเดียวกัน ราคาเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนอาจเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากผู้ผลิตต้องปรับราคาชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
ผลกระทบจากต้นทุนชิปที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายเท่ากันในตลาดสมาร์ตโฟน
ตลาดที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคา เช่น อินเดีย อาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยรายงานชี้ว่าราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้นเริ่มกดดันยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนในปี 2026 แล้ว
สถานการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐาน AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ และกำลังดึงกำลังผลิตไปสู่ชิ้นส่วนเซิร์ฟเวอร์ที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า
ตราบใดที่บริษัทคลาวด์ยังคงทุ่มงบหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI การแข่งขันเพื่อแย่งชิปสำคัญอย่าง DRAM และ NAND ก็มีแนวโน้มจะยังคงรุนแรงต่อไป
และในท้ายที่สุด ต้นทุนของการบูม AI ระดับโลกนี้อาจสะท้อนกลับมาที่สิ่งใกล้ตัวที่สุดของผู้ใช้จำนวนมาก—ราคาสมาร์ตโฟนในมือของเรา
Comments
0 comments