การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดทั้งในพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลัง ปรับความคาดหวังด้านเงินเฟ้อและนโยบายการเงินใหม่ทั้งระบบ
ก่อนที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้น ตลาดการเงินจำนวนมากเชื่อว่า ธนาคารกลางหลักกำลังจะเริ่มลดดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อเริ่มชะลอลง
แต่ช็อกด้านพลังงานทำให้เรื่องนี้ไม่แน่นอนอีกต่อไป
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงว่าเงินเฟ้อจะอยู่เหนือเป้าหมายของธนาคารกลางนานขึ้น ทำให้นักลงทุนเริ่มลดเดิมพันต่อการลดดอกเบี้ย และบางกรณีก็เริ่มพิจารณาความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยแทน
นักวิเคราะห์บางรายเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นการพังทลายของ "rate‑cut trade" ซึ่งเคยเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมของตลาดพันธบัตรก่อนเกิดช็อกพลังงาน
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน
สถานการณ์แบบนี้เรียกว่า ภาวะ stagflation คือเศรษฐกิจเติบโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง
เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) เตือนว่า ราคาพลังงานที่สูงเป็นเวลานาน รวมถึงความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้ง อาจทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงและทำให้การลดดอกเบี้ยต้องเลื่อนออกไป
เหตุผลสำคัญคือ ตลาดพลังงานมีผลต่อเศรษฐกิจเกือบทุกประเทศ
หลายประเทศต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซ เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ผลกระทบจึงกระจายไปทั่ว ทั้งด้านต้นทุนธุรกิจ ค่าใช้จ่ายผู้บริโภค และอัตราเงินเฟ้อ
รายงานระบุว่าพันธบัตรรัฐบาลตั้งแต่ โตเกียวถึงนิวยอร์ก ต่างเผชิญแรงขาย หลังนักลงทุนกังวลว่าพลังงานที่แพงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น
เศรษฐกิจยุโรปมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน เพราะหลายประเทศต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่าความขัดแย้งอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้นจากต้นทุนพลังงาน แม้ว่าผลกระทบระยะยาวยังไม่แน่นอน
ความเปราะบางนี้ทำให้ตลาดพันธบัตรยุโรปตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน
ญี่ปุ่นมีสถานการณ์เฉพาะตัว เพราะธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เพิ่งเริ่มออกจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษหลังเผชิญเงินเฟ้อต่ำมานานหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม ช็อกด้านพลังงานระดับโลกทำให้ BOJ ต้องประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อใหม่เช่นกัน และยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นก็ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก
สิ่งที่ตลาดพันธบัตรกำลังสะท้อน ไม่ได้หมายความว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยทันที แต่คือ การปรับราคาเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
ในมุมมองของตลาดตอนนี้
สำหรับนักลงทุน นี่คือบทเรียนสำคัญว่า ช็อกด้านพลังงานจากเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนมุมมองเงินเฟ้อและดอกเบี้ยของทั้งโลกได้อย่างรวดเร็ว
ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสองอย่างคือ ราคาน้ำมันจะอยู่สูงนานแค่ไหน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงรบกวนอุปทานพลังงานโลกต่อไปหรือไม่
Comments
0 comments