ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่านในปี 2026 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลง สร้างวิกฤตพลังงานและวัตถุดิบที่ CEO ของ BASF เตือนว่าอาจ "ทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่ละเอียดอ่อนอย่างการผลิตรถยนต์ต้องหยุดชะงัก" [1][3] ผลกระทบทางเศรษฐกิจปรากฏชัดแล้ว: ยอดคาดการณ์การผลิตรถยนต์ทั่วโลกถูกปรับลดลงกว่า 600,000 คัน ขณะที่ 70% ของธ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is the 2026 US-Israeli conflict with Iran impacting global supply chains, the automotive industry, and small businesses, as highlighted. Article summary: The 2026 US-Israeli conflict with Iran has become a major economic shockwave, centered on the effective closure of the Strait of Hormuz and soaring energy costs. The impacts are cascading through three main areas:. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "## As US and Israeli strikes trigger a near-closure of the Strait of Hormuz, the global automotive industry faces rising energy costs, fractured shipping routes, and production and" source context "Iran conflict, Strait of Hormuz disruption and the impact on global automotive production" Reference image 2: visual subject
สงครามที่เริ่มต้นขึ้นจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นี้ ได้เปลี่ยนจากปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาค กลายเป็นเหตุการณ์สะเทือนเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญอย่างรวดเร็ว การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวปริมาณมหาศาลของโลก ได้ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น เส้นทางเดินเรือปั่นป่วน และเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบที่กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก
มาร์คุส คามิเอธ (Markus Kamieth) ซีอีโอของ BASF บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์จากเยอรมนี ได้ออกมาเตือนถึงสถานการณ์อันเลวร้ายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบกำลังเพิ่มสูงขึ้น และอาจ "ทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่ละเอียดอ่อนอย่างการผลิตรถยนต์ต้องหยุดชะงัก" คำเตือนนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกินเลย แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงในวงกว้าง ตั้งแต่โรงงานในเยอรมนี ญี่ปุ่น ไปจนถึงธุรกิจนำเข้า-ส่งออกขนาดเล็กในสหราชอาณาจักร คลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้
อาวุธทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดในความขัดแย้งนี้คือ 'ภูมิศาสตร์' ตำแหน่งที่ตั้งของอิหร่านที่ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps) สามารถทำให้การจราจรทางทะเลเป็นอัมพาตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังจากการโจมตีครั้งแรกเริ่มขึ้น โดยการประกาศเตือนเรือสินค้าว่า "ไม่อนุญาต" ให้ผ่านเข้าออก ผลลัพธ์ในทันทีไม่ได้เป็นเพียงแค่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) ปรับตัวขึ้นถึง 30% ในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรก
แต่ยังรวมถึงวิกฤตด้านโลจิสติกส์เต็มรูปแบบ ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยพุ่งสูง เส้นทางขนส่งทางอากาศปั่นป่วน และการไหลเวียนของวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรม เช่น กำมะถัน ฮีเลียม อะลูมิเนียม และสารเคมีชนิดพิเศษ ต้องหยุดชะงักลง
ผลกระทบลุกลามไปไกลกว่าน้ำมันดิบ การระงับการส่งก๊าซธรรมชาติเหลวจากกาตาร์ได้ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ซ้ำสองแก่ยุโรป โดยธนาคารกลางยุโรปต้องเลื่อนแผนการลดอัตราดอกเบี้ยออกไป และสหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับการปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มประเทศ G7 ทีมวิจัยของ S&P Global ระบุว่า แม้ผลกระทบต่อตลาดพลังงานอาจไม่ยืดเยื้อหากช่องแคบเปิดได้ในเร็ววัน แต่หากสถานการณ์บานปลายจนสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ก็อาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงานโลกไปอย่างสิ้นเชิง
ภาคยานยนต์เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เปราะบางต่อความปั่นป่วนในภูมิภาคนี้เป็นพิเศษ นอกจากพลังงานแล้ว อ่าวเปอร์เซียยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของอะลูมิเนียมและส่วนประกอบจากปิโตรเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตยานยนต์ ภายในปลายเดือนมีนาคม ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปและญี่ปุ่นต่างออกมาเตือนว่า ห่วงโซ่อุปทานอะลูมิเนียมจากอ่าวเปอร์เซียกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะหยุดชะงักในเร็ววัน โดยผู้นำในอุตสาหกรรมเกรงว่าสต็อกอะลูมิเนียมที่มีอยู่อาจหมดลงอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การกักตุนซึ่งทำให้ราคาอะลูมิเนียมพุ่งสูงขึ้น 30% ถึง 40% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสงคราม
ผลกระทบต่อการผลิตนั้นประเมินเป็นตัวเลขได้ โดย CRU Group ได้ปรับลดคาดการณ์การผลิตยานยนต์ขนาดเบาทั่วโลกในปี 2026 ลงมากกว่า 600,000 คัน โดยการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดอยู่ในตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบระลอกคลื่นนั้นกำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิทัศน์ยานยนต์โลก ในอิหร่านเอง คาดการณ์การผลิตรถยนต์ถูกปรับลดลงประมาณ 390,000 คัน หรือลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากผู้ผลิตในประเทศรายสำคัญต้องระงับการดำเนินงาน
แรงกดดันด้านต้นทุนกำลังถูกส่งต่อไปยังปลายน้ำอย่างไม่หยุดยั้ง ในฐานะผู้ส่งมอบสารเคลือบผิว พลาสติก และสารเคมีขั้นกลางรายสำคัญ BASF ได้เริ่มปรับขึ้นราคาสูงสุดถึง 30% ในเดือนมีนาคม โดยอ้างถึง "การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาวัตถุดิบ พลังงาน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์" ที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปรับขึ้นราคานี้ส่งผลต่อทุกอย่างตั้งแต่สีรถยนต์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันด้านต้นทุนที่ผู้ผลิตรถยนต์อย่าง BMW กำลังผลักภาระให้กับผู้บริโภคโดยตรง
สำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ความขัดแย้งนี้คือวิกฤตด้านต้นทุนและความซับซ้อน แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในสหราชอาณาจักร นี่คือภัยคุกคามต่อการอยู่รอด ผลสำรวจในเดือนมิถุนายน 2026 โดย Bibby Financial Services พบว่า 70% ของธุรกิจ SMEs ในสหราชอาณาจักรที่ค้าขายระหว่างประเทศเชื่อว่าพวกเขาอาจถูกผลักให้เข้าสู่ภาวะล้มละลายได้ หากความปั่นป่วนนี้ยังดำเนินต่อไป โดยผู้ตอบแบบสอบถามรายงานผลขาดทุนเฉลี่ย 38,207 ปอนด์ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) นับตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤต SMEs เกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าความขัดแย้งระดับโลกคือความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดที่พวกเขาเผชิญ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปีก่อนๆ
สัญญาณความทุกข์ยากปรากฏให้เห็นแล้วในข้อมูลการล้มละลาย จำนวนบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในสหราชอาณาจักรพุ่งสูงขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ผลกระทบทั้งหมดของความขัดแย้งจะส่งผลเสียด้วยซ้ำ ภายในเดือนมีนาคม การล้มละลายของบริษัทเพิ่มขึ้นอีก 7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าเป็น 2,022 ราย โดยการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการพุ่งสูงขึ้น 52%
ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างหนี้จากบริษัทอย่าง Azets กล่าวถึงสงครามครั้งนี้ว่าเป็น "จุดเปลี่ยนสำหรับหลายบริษัท" ที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด โดยระบุว่าต้นทุนที่สูงขึ้นได้บดขยี้กำไรและทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีราคาไม่แพงเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ
ความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบริษัทที่เปราะบางเพียงไม่กี่แห่ง ดัชนีความมั่งคั่งทางธุรกิจของ Barclays พบว่า 80% ของธุรกิจทั้งหมดในสหราชอาณาจักรรายงานผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย 64% ระบุว่าเป็นต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิง และหนึ่งในสามกำลังเผชิญกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานโดยตรง หนึ่งในห้าของบริษัทในสหราชอาณาจักรระงับแผนการลงทุนทั้งหมดเนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
รายงาน Red Flag Alert โดย Begbies Traynor Group วาดภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่า โดยระบุว่าจำนวนธุรกิจในสหราชอาณาจักรที่อยู่ใน "ภาวะวิกฤติทางการเงิน" เพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งในสามในไตรมาสแรกของปี 2026
ในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Focus คุณคามิเอธไม่ได้พูดอ้อมค้อมเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคต "เราเชื่อว่าวิกฤตที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ในตะวันออกกลางและทวีความรุนแรงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะยังคงดำเนินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง" เขากล่าว "สิ่งนี้จะกำหนดทิศทางของทั้งปี 2026" เขายังเตือนอีกว่า ขณะนี้ปริมาณสำรองน้ำมันกำลังร่อยหรอลง และหากช่องแคบฮอร์มุซไม่เปิดในเร็วๆ นี้ ครึ่งปีหลังอาจนำมาซึ่งภาวะราคาน้ำมันช็อกระลอกใหม่ ทั้งสำหรับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป
ผลกระทบทางเศรษฐกิจของความขัดแย้งนี้เป็นแบบทบต้น แรงกระแทกจากพลังงานในช่วงแรกนำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งตอนนี้กำลังแปลเปลี่ยนเป็นการหยุดชะงักของการผลิต การปรับขึ้นราคา และการล้มละลาย EY Item Club ได้ออกมาเตือนว่าสหราชอาณาจักรอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย โดยคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.8% การแจ้งเตือนผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหราชอาณาจักรที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสแรก
สงครามในตะวันออกกลางไม่ใช่ประเด็นความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่างไกลอีกต่อไปแล้วสำหรับเศรษฐกิจโลก มันคือข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจที่เป็นศูนย์กลางของปี 2026 และต้นทุนของมันกำลังถูกแบกรับโดยพนักงานในสายการผลิต เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และผู้บริโภคที่กำลังเติมน้ำมันหรือซื้อรถยนต์คันใหม่ คำถามในตอนนี้ไม่ใช่แค่ว่าความขัดแย้งจะเปลี่ยนโฉมห่วงโซ่อุปทานหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าโลกของเราจะสามารถดูดซับแรงกระแทกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่านในปี 2026 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลง สร้างวิกฤตพลังงานและวัตถุดิบที่ CEO ของ BASF เตือนว่าอาจ "ทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่ละเอียดอ่อนอย่างการผลิตรถยนต์ต้องหยุดชะงัก" [1][3]
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลกับอิหร่านในปี 2026 ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลง สร้างวิกฤตพลังงานและวัตถุดิบที่ CEO ของ BASF เตือนว่าอาจ "ทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่ละเอียดอ่อนอย่างการผลิตรถยนต์ต้องหยุดชะงัก" [1][3] ผลกระทบทางเศรษฐกิจปรากฏชัดแล้ว: ยอดคาดการณ์การผลิตรถยนต์ทั่วโลกถูกปรับลดลงกว่า 600,000 คัน ขณะที่ 70% ของธุรกิจ SMEs ในสหราชอาณาจักรที่ค้าขายระหว่างประเทศระบุว่าอาจต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลาย หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ [7][33]
ตั้งแต่การขาดแคลนอะลูมิเนียมไปจนถึงราคาสารเคมีที่พุ่งสูงขึ้น 30% ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกำลังถูกผลักไปยังผู้บริโภคและภาคธุรกิจ โดยคาดว่าความขัดแย้งนี้จะ "ส่งผลกระทบไปตลอดทั้งปี 2026" [5][9]