แทนที่จะปล่อยให้รายได้เหล่านี้ไหลเข้าสู่การบริโภคระยะสั้น ไต้หวันเลือกใช้เงินทุนดังกล่าวเพื่อขยายการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง
ศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ผู้ผลิตชิปแบบรับจ้างผลิต (foundry) รายใหญ่ที่สุดของโลก
ในไตรมาสแรกปี 2026 บริษัทมีรายได้ 35.9 พันล้านดอลลาร์ และมี อัตรากำไรขั้นต้น 66.2% แสดงให้เห็นว่าการผลิตชิประดับแนวหน้ามีมูลค่าสูงมาก
เทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูง 7 นาโนเมตรและต่ำกว่า คิดเป็นประมาณ 74% ของรายได้จากเวเฟอร์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในระบบ AI และคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง
เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว TSMC วางแผนลงทุน 52–56 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 เพื่อขยายกำลังการผลิต และคาดว่ารายได้ทั้งปีจะเติบโตเกือบ 30%
การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะบริษัทเดียว แต่กระจายผลประโยชน์ไปยังทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เช่น
ระบบนิเวศนี้ทำให้กำไรจากชิปกลายเป็นแรงขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของประเทศทั้งระบบ
รัฐบาลไต้หวันมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการเติบโตครั้งนี้
นโยบายเศรษฐกิจเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ “ห้าอุตสาหกรรมที่เชื่อถือได้” ได้แก่
นอกจากนี้รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโครงการ AI ขนาดใหญ่ รวมถึงการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมนำ AI ไปใช้ในการผลิตและบริการ
หนึ่งในโครงการสำคัญคือแผน Greater Southern New Silicon Valley ซึ่งมีเป้าหมายสร้างระเบียงนวัตกรรมด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ในภาคใต้ของไต้หวัน
รัฐบาลวางแผนลงทุนมากกว่า 36 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระหว่างปี 2025–2029 เพื่อเพิ่มกำลังประมวลผล ดึงดูดบุคลากรระดับโลก และพัฒนาแอปพลิเคชัน AI
โครงการนี้มีเป้าหมายสร้างเครือข่ายเมืองเทคโนโลยีและศูนย์วิจัย เชื่อมโยงการผลิตชิปกับซอฟต์แวร์ AI และบริการดิจิทัล
เป้าหมายระยะยาวคือการทำให้ไต้หวันกลายเป็น “smart island” หรือเกาะอัจฉริยะ ที่ AI ถูกใช้ในอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะ
การเป็นผู้เล่นสำคัญของโลกด้านเซมิคอนดักเตอร์ทำให้ไต้หวันมีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น
เพื่อลดความเสี่ยง ไต้หวันและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังใช้กลยุทธ์สองด้าน
การลงทุนสร้างโรงงานของ TSMC ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรและลดการกระจุกตัวของการผลิต
ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็เน้นการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในด้านพลังงาน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีสำคัญ
เดิมทีโมเดลเศรษฐกิจของไต้หวันเน้นการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่กระแส AI กำลังผลักดันให้ประเทศก้าวไปสู่ระบบเศรษฐกิจเทคโนโลยีที่กว้างขึ้น
โมเดลใหม่กำลังสร้างระบบเศรษฐกิจแบบ แพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ AI ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรม เช่น
การเชื่อมโยงห่วงโซ่เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ทำให้ไต้หวันมีโอกาสรักษาบทบาทสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลของโลกยุค AI
แม้กลยุทธ์นี้จะสร้างโอกาสมหาศาล แต่ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
เศรษฐกิจของไต้หวันยังคงพึ่งพาการส่งออกเทคโนโลยีสูง หากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของโลกชะลอตัว หรือเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ห่วงโซ่อุปทานอาจได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของไต้หวันในตอนนี้ค่อนข้างชัดเจน: ใช้กำไรจากกระแสชิป AI เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีระยะยาว และทำให้ประเทศยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของโลกดิจิทัลในอนาคต
Comments
0 comments