SoftBank เข้าถึงตลาดตราสารหนี้หลายแห่งในปีนี้แล้ว ในเดือนเมษายน บริษัทออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์และยูโรรวมมูลค่าราว 3.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงพันธบัตรดอลลาร์อายุ 10 ปีที่มีคูปอง 8.5% โดย Bloomberg รายงานว่าการลงทุน AI เชิงรุกของบริษัทมีส่วนทำให้ต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้น
ในเดือนเดียวกัน SoftBank ยังตั้งราคาพันธบัตรไฮบริดสำหรับนักลงทุนรายย่อยมูลค่า 418,000 ล้านเยน ด้วยคูปองเริ่มต้น 4.97% อายุไถ่ถอน 35 ปี เป็นตราสารด้อยสิทธิและผู้ออกมีสิทธิเรียกคืนหลังปีที่ 5 โครงสร้างดังกล่าวแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากพันธบัตรบริษัทอายุ 7 ปีที่กำลังเสนอ ดังนั้นคูปองเดิมจึงเป็นเพียงสัญญาณว่าตลาดต้องการผลตอบแทนจาก SoftBank ในระดับใด ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าตลาดจะรับพันธบัตรชุดใหม่ที่อัตราเดียวกัน
หุ้น SoftBank ร่วง 8.1% มาอยู่ที่ 5,360 เยน หลังมีรายงานเรื่องแผนออกพันธบัตร การปรับตัวลงถูกเชื่อมโยงกับความกังวลเกี่ยวกับขนาดของการออกตราสาร ภาระหนี้ของบริษัท และการกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการลงทุน AI
การเทขายหุ้นไม่ได้หมายความว่าพันธบัตรจะขายไม่หมดโดยอัตโนมัติ เพราะหุ้นและพันธบัตรสะท้อนความเสี่ยงคนละด้าน บริษัทหนึ่งแห่งอาจยังระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ได้ แม้ผู้ถือหุ้นจะมีปฏิกิริยาเชิงลบก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การตอบสนองของตลาดหุ้นชี้ว่านักลงทุนมองข่าวนี้เป็นสัญญาณเรื่องการจัดหาเงินทุน ไม่ใช่เพียงการรีไฟแนนซ์ตามปกติ คำถามสำคัญคือ SoftBank จะขยายการลงทุน AI ต่อไปได้แค่ไหนโดยไม่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
หากพันธบัตรขายได้ราบรื่นและอยู่ในระดับราคาที่บริษัทต้องการ ก็จะช่วยยืนยันว่า SoftBank ยังเข้าถึงเงินออมของนักลงทุนรายย่อยญี่ปุ่นได้ในวงกว้าง แต่หากต้องเสนอคูปองสูงกว่าคาด ลดขนาดดีล หรือพันธบัตรซื้อขายต่ำกว่าราคาเสนอขายหลังออกตราสาร ก็จะสะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น
ตลาดเครดิตทั่วโลกเริ่มระมัดระวังมากขึ้นต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุน AI ส่วนต่าง CDS อายุ 5 ปีของ Nvidia แตะ 80.77 จุดเบส ณ วันที่ 19 สิงหาคม เพิ่มขึ้นราว 90% จากต้นปี และมากกว่าสองเท่าจากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ตามข้อมูลตลาดที่มีการรายงาน ขณะที่ส่วนต่าง CDS อายุ 5 ปีของ Oracle สูงกว่า 200 จุดเบสในเดือนกรกฎาคม
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดโดยตรงถึงความน่าจะเป็นที่ SoftBank จะผิดนัดชำระหนี้ เพราะ Nvidia, Oracle และ SoftBank มีธุรกิจ ฐานะการเงิน และความต้องการระดมทุนแตกต่างกัน สิ่งที่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนคือสัญญาณในภาพรวมว่า นักลงทุนกำลังประเมินใหม่ว่าการใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างศักยภาพด้าน AI มีความเสี่ยงมากเพียงใด และต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดที่ยั่งยืน
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อ SoftBank เพราะบริษัทไม่ได้กู้เงินโดยอิงกระแสเงินสดจากธุรกิจที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอเพียงอย่างเดียว แต่กำลังระดมทุนเพื่อเดินหน้ากลยุทธ์ที่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการในอนาคตของธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในตลาดที่นักลงทุนไม่ต้องการรับความเสี่ยงมากเกินไป ผู้ซื้อพันธบัตรจึงมีแนวโน้มตรวจสอบระดับหนี้ แผนรีไฟแนนซ์ มูลค่าสินทรัพย์ และเส้นทางไปสู่ผลตอบแทนอย่างละเอียดกว่าเดิม
ความต้องการอาจมีอยู่ ตลาดพันธบัตรบริษัทที่มุ่งเป้านักลงทุนรายย่อยในญี่ปุ่นคาดว่าจะมีมูลค่าเกือบ 2.8 ล้านล้านเยนในปี 2026 ซึ่งอาจเป็นสถิติใหม่ แต่ดีลของ SoftBank จะมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม และจะดึงความต้องการของครัวเรือนจำนวนมากไปกระจุกอยู่ที่ผู้ออกรายเดียว
ดังนั้น ความเสี่ยงในทางปฏิบัติจึงอาจอยู่ที่ “การดูดซับอุปทาน” มากกว่าการขายไม่ออกทั้งหมด ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีหลายรูปแบบ:
นอกจากนี้ SoftBank ระบุว่ารายงานดังกล่าวไม่ได้อ้างอิงข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย และปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น จึงควรมองเรื่องนี้เป็นแผนการที่มีรายงานออกมา ไม่ใช่เงื่อนไขการออกพันธบัตรที่สรุปแล้ว
การระดมทุนของ SoftBank มีความหมายไกลกว่าตลาดญี่ปุ่น เพราะสะท้อนข้อจำกัดที่กว้างขึ้นของการขยายการลงทุน AI ด้วยหนี้ หากนักลงทุนยังต้องการผลตอบแทนเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตที่เชื่อมโยงกับ AI บริษัทที่สร้างศูนย์ข้อมูล กำลังประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอาจต้องแสดงหลักฐานความต้องการใช้บริการที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงกระแสเงินสดที่มองเห็นได้ ก่อนจะกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจอย่างเร่งรัด
ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่การยุติการลงทุน AI แต่เป็นหนี้ที่มีราคาแพงขึ้น อายุหนี้ที่สั้นลง การใช้สินเชื่อที่มีหลักประกันหรือการจัดหาเงินทุนระดับโครงการมากขึ้น และการจับคู่เงินกู้ใหม่กับสินทรัพย์ที่สร้างรายได้โดยตรง บริษัทที่มีงบดุลแข็งแรงและสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอจะมีทางเลือกมากกว่า ขณะที่ผู้กู้ที่มีหนี้สูงอาจต้องชะลอหรือปรับโครงสร้างแผนลงทุน หากส่วนต่างเครดิตยังอยู่ในระดับกว้าง
ผลตอบแทนในประเทศที่สูงขึ้นยังเปลี่ยนการคำนวณของนักลงทุนญี่ปุ่นที่กำลังพิจารณาพันธบัตรต่างประเทศ เมื่อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนที่แข่งขันได้มากขึ้น พันธบัตรต่างประเทศที่ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อาจน่าสนใจน้อยลงในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับค่าเงินและต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ความต้องการสินทรัพย์ต่างประเทศบางประเภทจากญี่ปุ่นลดลง หรือทำให้เงินออมไหลกลับไปยังตราสารเงินเยนในประเทศมากขึ้น แต่ยังไม่อาจสรุปได้แน่ชัดว่าจะส่งผลต่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากเพียงใด เพราะอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนเฮดจิ้ง การจัดสรรเงินของสถาบัน และนโยบายในอนาคตของธนาคารกลางญี่ปุ่น ล้วนมีบทบาทสำคัญ
พันธบัตรมูลค่าราว 1 ล้านล้านเยนของ SoftBank เกิดขึ้นตรงจุดตัดของแรงกดดัน 3 ด้าน ได้แก่ ระดับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่สูงขึ้น การตรวจสอบความเสี่ยงเครดิตของ AI ที่เข้มงวดขึ้น และความต้องการเงินทุนเพื่อเดินหน้ากลยุทธ์ลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัท
ความสำเร็จของดีลนี้จึงไม่ได้วัดแค่ว่าพันธบัตรขายหมดหรือไม่ สัญญาณที่น่าจับตากว่าคือคูปองสุดท้าย ความแข็งแกร่งของยอดจองจากนักลงทุนรายย่อย และราคาพันธบัตรหลังเข้าซื้อขาย ทั้งสามปัจจัยจะช่วยบอกว่า ครัวเรือนญี่ปุ่นยอมจ่ายมากเพียงใดเพื่อรับความเสี่ยงจากกลยุทธ์ AI ของ SoftBank และกลยุทธ์ดังกล่าวมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นแค่ไหน