ในเดือนกรกฎาคม 2025 ปูตินยังลงนามในกฤษฎีกาเพิ่มโบนัสมาตรฐานสำหรับผู้สมัครจาก 195,000 รูเบิลเป็น 400,000 รูเบิล หรือเกือบห้าเท่าของค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนในประเทศ แต่การเพิ่มผลตอบแทนกลับไม่สามารถหยุดการลดลงของยอดสมัครได้
สถาบันวิเคราะห์สงคราม หรือ ISW และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจรัสเซีย ยานิส คลูเกอ เชื่อว่า ผู้ที่อาจสมัครเข้ากองทัพมีข้อมูลเกี่ยวกับขนาดความสูญเสียในสนามรบมากขึ้น จึงอาจทำให้แรงจูงใจทางการเงินไม่เพียงพอที่จะชดเชยความเสี่ยง
นักวิเคราะห์บางรายอธิบายว่าระบบทหารสัญญาจ้างของรัสเซียกำลัง “ล่มสลาย” ในเชิงประสิทธิผล ขณะที่ไนเจล กูลด์-เดวีส์ นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) ระบุว่า มีสัญญาณว่าแรงจูงใจดังกล่าวอาจไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป และรัสเซียอาจสูญเสียกำลังพลมากกว่าที่รับเข้ามาได้
ผลที่สำคัญที่สุดจากยอดสมัครที่ลดลง คือรัสเซียกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนด้านกำลังพล รายงานที่อ้างการประเมินของหน่วยข่าวกรองยูเครนระบุว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ถึงมีนาคม 2026 เป็นเวลา 4 เดือนติดต่อกัน จำนวนทหารที่ออกจากระบบจากการเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือสูญหาย มีมากกว่าจำนวนทหารใหม่ที่รัสเซียรับเข้า
ในเดือนมกราคม ความแตกต่างดังกล่าวอยู่ที่ราว 9,000 นาย ตามการประเมินของเจ้าหน้าที่ตะวันตกที่ Bloomberg อ้างถึง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบที่ความสูญเสียแซงหน้าการทดแทนอย่างชัดเจน
ตัวเลขความสูญเสียสะท้อนขนาดของภาระที่มอสโกต้องแบกรับ มีการประเมินว่ากองทัพรัสเซียสูญเสียกำลังพลมากถึง 700,000 นาย หากนับผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหาย โดยอย่างน้อย 400,000 นายอาจเสียชีวิตหรือบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถกลับเข้าประจำการได้
เพื่อรักษาจำนวนกำลังพลในแนวหน้า รัสเซียจำเป็นต้องหาทหารใหม่ประมาณ 30,000–35,000 นายต่อเดือนเพียงเพื่อชดเชยความสูญเสีย หากจำนวนผู้สมัครยังลดลง ขณะที่การปฏิบัติการเชิงรุกยังใช้กำลังในระดับเดิม ความสามารถในการทำสงครามระยะยาวของรัสเซียก็อาจถูกกัดกร่อนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนนี้ไม่ได้หมายความว่ารัสเซียหมดทรัพยากรในการทำสงครามทันที นักวิเคราะห์จาก Carnegie Endowment ระบุว่า เครื่องจักรทางทหารของรัสเซียยังสามารถชดเชยความสูญเสียในปัจจุบันได้ แต่มีข้อจำกัดในการเพิ่มขนาดกำลังที่ส่งเข้าสู่สนามรบอย่างมีนัยสำคัญ
วิกฤตกำลังพลในกองทัพกำลังขยายตัวเป็นวิกฤตแรงงานทั่วประเทศ เอลวิรา นาบิอุลลินา ผู้ว่าการธนาคารกลางรัสเซีย กล่าวว่า ประเทศไม่เคยเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานในระดับนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
บริษัทของรัสเซียมีตำแหน่งงานว่างรวมกัน 2.6 ล้านตำแหน่งเมื่อสิ้นปี 2024 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภาคการผลิตขาดแรงงานประมาณ 391,000 คน ภาคการค้า 347,000 คน และภาคขนส่ง 219,000 คน
สงครามทำให้แรงงานวัยทำงานหายไปจากระบบหลายทาง ทั้งจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บ การถูกส่งเข้าสู่กองทัพ การทำงานในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการอพยพออกนอกประเทศของชาวรัสเซีย โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและผู้มีการศึกษาสูง
ตัวเลขว่างงานที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ราว 2% จึงไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจที่แข็งแรงเสมอไป แต่สะท้อนว่ามีคนพร้อมทำงานเหลืออยู่น้อยมาก ภาคธุรกิจพลเรือนดำเนินงานได้เพียงประมาณ 80% ของศักยภาพ เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน ขณะที่เว็บไซต์หางาน SuperJob รายงานว่า 73% ของธุรกิจรัสเซียประสบปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอในปี 2024
ปัญหานี้ยังเชื่อมโยงกับวิกฤตประชากรที่รัสเซียเผชิญอยู่ก่อนแล้ว สงครามทำให้แนวโน้มดังกล่าวรุนแรงขึ้นจากทั้งความสูญเสีย การอพยพ และจำนวนผู้เกษียณที่เพิ่มขึ้น อันตอน โคเตียคอฟ รัฐมนตรีแรงงานรัสเซียเตือนว่า เศรษฐกิจจำเป็นต้องนำแรงงานใหม่เข้าสู่ระบบประมาณ 2 ล้านคนต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่และทดแทนผู้เกษียณ
การประเมินบางชุดคาดว่า รัสเซียอาจขาดแคลนแรงงาน 2–4 ล้านคนภายในปี 2030 นั่นหมายความว่า ต่อให้สงครามยุติลง ปัญหาด้านประชากรและแรงงานก็อาจยังเป็นภาระระยะยาวของเศรษฐกิจรัสเซีย
สถานการณ์กำลังสร้างความย้อนแย้งให้กับเศรษฐกิจสงคราม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเคยขยายตัวจากคำสั่งซื้อของรัฐและค่าจ้างที่สูง แต่ตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาเดียวกับภาคส่วนอื่น นั่นคือไม่มีคนให้จ้างเพียงพอ
ภายในช่วงกลางปี 2025 ความต้องการแรงงานใหม่ในภาคกลาโหมรัสเซียลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบ โดยบริษัทต่าง ๆ ประกาศรับสมัครเพียง 34,500 ตำแหน่ง การวิเคราะห์ยังพบว่า บริษัทด้านกลาโหมบางแห่งเริ่มลดค่าจ้างและรับพนักงานน้อยลง เพราะตลาดแรงงานโดยรวมตึงตัวขึ้น
นี่อาจเป็นสัญญาณว่าช่วงขยายตัวด้านแรงงานของอุตสาหกรรมกลาโหมในภาวะสงครามกำลังสิ้นสุดลง แม้แต่ภาคส่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดก็ไม่สามารถเสนอค่าตอบแทนแข่งกับข้อจำกัดด้านประชากรได้ตลอดไป
การแย่งชิงแรงงานระหว่างกองทัพ อุตสาหกรรมกลาโหม และธุรกิจพลเรือนกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงมาก ซึ่งธนาคารกลางใช้เพื่อควบคุมราคา กลับเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจโดยยังไม่สามารถแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้
Atlantic Council อธิบายสถานการณ์นี้ด้วยแนวคิด “ปืนกับเนย” หรือความตึงเครียดระหว่างการทุ่มทรัพยากรให้กองทัพกับการดูแลเศรษฐกิจและสวัสดิการประชาชน เมื่อจำนวนคนวัยทำงานมีจำกัด ทุกคนที่ถูกดึงเข้าสู่กองทัพย่อมหมายถึงแรงงานที่หายไปจากโรงงาน ระบบขนส่ง ร้านค้า และบริการต่าง ๆ
ดังนั้น วิกฤตการรับสมัครทหารของรัสเซียจึงไม่ใช่เพียงปัญหาของสนามรบ แต่เป็นแรงกดดันที่กำลังสะสมในทั้งระบบ หากมอสโกยังต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อดึงคนเข้าสู่กองทัพ ขณะเดียวกันยังสูญเสียกำลังพลในอัตราสูง เศรษฐกิจพลเรือนก็จะยิ่งเผชิญต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ผลผลิตที่จำกัด และปัญหาประชากรที่แก้ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ