อีกเป้าหมายสำคัญของการประชุม G7 คือการส่งสัญญาณไปยังตลาดการเงินและนักลงทุนว่า ประเทศเศรษฐกิจหลักพร้อมดำเนินมาตรการหากตลาดพลังงานหรือระบบการเงินเกิดความปั่นป่วน
ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของ G7 ได้ประกาศว่าพวกเขาพร้อมใช้ “ทุกมาตรการที่จำเป็น” เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
มาตรการดังกล่าวอาจรวมถึงการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ซึ่งสามารถปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อช่วยบรรเทาการขาดแคลนในตลาดได้
สารที่ G7 ต้องการส่งออกไปคือ: ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกกำลังประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงิน
นอกจากการรับมือสถานการณ์เร่งด่วนแล้ว เยอรมนีและพันธมิตรใน G7 ยังเชื่อมโยงวิกฤตครั้งนี้เข้ากับวาระระยะยาวด้าน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (economic security)
สงครามได้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่กระจุกตัว โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญ เช่น
แร่เหล่านี้เป็นหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด
G7 จึงกำลังหารือแนวทางสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนมากขึ้น เช่น การจัดตั้งกลไกถาวรเพื่อประสานงานด้านแร่สำคัญ เพื่อให้โครงการต่าง ๆ เดินหน้าต่อได้แม้ประธาน G7 จะหมุนเวียนทุกปี
แนวคิดหลักคือการมอง พลังงาน เส้นทางขนส่งทางทะเล และวัตถุดิบสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจเดียวกัน
G7 ประกอบด้วยประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่
กลุ่มที่มีสมาชิกไม่มากนี้สามารถประสานนโยบายได้รวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่ตลาดการเงินและราคาพลังงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ภายในกรอบการประชุม รัฐมนตรีคลังและธนาคารกลางสามารถ
แม้ G7 จะเหมาะกับการประสานงานอย่างรวดเร็ว แต่การแก้ปัญหาระดับโลกต้องอาศัยประเทศนอกกลุ่มด้วย นั่นคือบทบาทของ G20 ซึ่งรวมทั้งประเทศพัฒนาแล้วและเศรษฐกิจเกิดใหม่
หลายประเทศใน G20 เป็นทั้ง
ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการค้าและพลังงานนำเข้าอย่างมาก ได้ใช้การประชุมรองรัฐมนตรีคลัง G20 ที่เมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล สหรัฐอเมริกา เพื่อนำเสนอแผนรับมือทางเศรษฐกิจของตนเอง และเสนอให้ G20 ร่วมกันพัฒนาแนวทางฟื้นฟูห่วงโซ่อุปทานพลังงานและแร่สำคัญหลังสงคราม
เมื่อมองภาพรวม แนวทางที่กำลังเกิดขึ้นคือการทำงานสองระดับ
การเน้นบทบาทของการประชุม G7 ที่ปารีสจึงสะท้อนแนวโน้มใหม่ในเวทีเศรษฐกิจโลก นั่นคือ การใช้การทูตด้านเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือรับมือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อพลังงาน การค้า และวัตถุดิบเชื่อมโยงกันมากขึ้น เวทีอย่าง G7 และ G20 จึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลก
Comments
0 comments