เทคโนโลยีนี้จึงถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญสำหรับ ชิปโลจิกต่ำกว่า 2 นาโนเมตร และการขยายขนาดหน่วยความจำรุ่นใหม่
เครื่อง High‑NA EUV ถือเป็นหนึ่งในเครื่องจักรที่ซับซ้อนที่สุดในอุตสาหกรรมการผลิต
ด้วยราคาที่สูงมาก โรงงานผลิตชิปต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าการลดขั้นตอนลิโธกราฟีและเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์จะคุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่
การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ช่วงแรกจำกัดอยู่กับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก
รายงานอุตสาหกรรมยังระบุว่า Intel, Samsung และ SK hynix มีแนวโน้มจะเป็นกลุ่มผู้ใช้กลุ่มแรกเมื่อเทคโนโลยีเข้าสู่การผลิตเต็มรูปแบบ
High‑NA EUV เริ่มก้าวพ้นขั้นทดลองแล้ว
ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เครื่อง EUV รุ่นเดิม (NA 0.33) จะยังถูกใช้ต่อไปในหลายขั้นตอนของการผลิต เนื่องจากยังมีประสิทธิภาพและต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับบางชั้นของชิป
ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้แตกต่างกันเล็กน้อยตามประเภทชิป
สำหรับ CPU, GPU และตัวเร่ง AI
สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งกับ ชิป AI และคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (HPC) เพราะความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์สัมพันธ์กับพลังการประมวลผลโดยตรง
เทคโนโลยี High‑NA ยังช่วยให้ DRAM รุ่นใหม่ สามารถลดขนาดโครงสร้างลงต่อไปได้ เพื่อเพิ่มความจุและแบนด์วิดท์สำหรับระบบ AI
ความต้องการเครื่องจักรของ ASML ผูกพันกับความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงทั่วโลก
ผู้บริหารของบริษัทระบุว่า การเติบโตของ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงและหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อความต้องการระบบลิโธกราฟีขั้นสูง
ด้วยเหตุนี้ High‑NA EUV จึงเป็นทั้ง
นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยี ASML ยังขยายความร่วมมือกับประเทศที่ต้องการสร้างอุตสาหกรรมชิปของตัวเอง
ในปี 2026 บริษัท Tata Electronics ของอินเดียและ ASML ลงนามความร่วมมือเพื่อสนับสนุนโรงงานผลิตชิป front‑end แห่งแรกของอินเดียในรัฐคุชราต
โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 11 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโรงงานเวเฟอร์ขนาด 300 มม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสาธารณะยังไม่ได้ยืนยันว่าโรงงานดังกล่าวจะใช้ระบบ High‑NA EUV โดยตรงหรือไม่
High‑NA EUV ถือเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดของเทคโนโลยีลิโธกราฟีนับตั้งแต่ EUV ถูกนำมาใช้จริง
ด้วยความสามารถในการพิมพ์ลวดลายที่เล็กลงด้วยขั้นตอนที่น้อยลง เทคโนโลยีนี้เปิดทางให้ผู้ผลิตชิปสามารถลดขนาดทรานซิสเตอร์ต่อไปได้ในยุคต่ำกว่า 2 นาโนเมตร
แต่ราคาที่สูงและความซับซ้อนของระบบหมายความว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทในโลกที่สามารถลงทุนและใช้งานมันได้จริง
หากไทม์ไลน์ของอุตสาหกรรมยังคงเป็นไปตามคาดการณ์ ช่วงปลายทศวรรษ 2020 อาจเป็นช่วงเวลาที่ High‑NA EUV กลายเป็นรากฐานของชิปที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก
Comments
0 comments