ไต้หวันก็เผชิญปรากฏการณ์คล้ายกัน ความต้องการ AI ทั่วโลกผลักดันการส่งออกให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ระดับเงินออมส่วนเกินของประเทศทำสถิติสูงสุด เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเติบโตเร็วกว่าการลงทุนภายในประเทศ
เมื่อประเทศหนึ่งมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ประเทศนั้นจะสะสมเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐ ในกรณีของการค้าเทคโนโลยีโลก
เงินเหล่านี้แทบไม่เคยถูกปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ โดยทั่วไปจะถูกนำไปลงทุนผ่านสถาบันการเงิน เช่น
สินทรัพย์ที่นิยมลงทุนมักเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูง เช่น
การนำรายได้จากการส่งออกกลับไปลงทุนในตลาดการเงินแบบนี้เป็นกลไกพื้นฐานของระบบดุลการชำระเงินโลก ในอดีต กระแสเงินลักษณะเดียวกันจากเอเชียเคยช่วยสนับสนุนการขาดดุลของสหรัฐในช่วงบูมเทคโนโลยีปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้น 2000
นักเศรษฐศาสตร์มองว่าวัฏจักร AI ในปัจจุบันกำลังสร้างรูปแบบที่คล้ายกันในเวอร์ชันใหม่ แม้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่เงินออมส่วนเกินจากประเทศผู้ส่งออกชิปกำลังไหลเข้าสู่ตลาดการเงินโลกและช่วยสนับสนุนเงื่อนไขการกู้ยืมของสหรัฐ
แรงผลักสำคัญของวงจรนี้มาจากการลงทุนครั้งใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ
Alphabet, Amazon, Microsoft และ Meta กำลังวางแผนใช้เงิน หลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น
ข้อมูลจากรายงานผลประกอบการและการวิเคราะห์อุตสาหกรรมชี้ว่า ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนรวมของบริษัทเหล่านี้อาจสูงถึงประมาณ 650–715 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพียงปีเดียว
การลงทุนระดับนี้ถือเป็นหนึ่งในการขยายโครงสร้างพื้นฐานภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ เพื่อสร้าง “กระดูกสันหลังด้านการประมวลผล” ของเศรษฐกิจ AI
เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จะเกิดวงจรที่เชื่อมตลาดสินค้าและตลาดการเงินเข้าหากัน
กล่าวอีกอย่างคือ ประเทศที่ผลิตฮาร์ดแวร์ให้กับการปฏิวัติ AI กำลังช่วยสนับสนุนระบบการเงินที่ทำให้การปฏิวัตินั้นเกิดขึ้นได้
วงจรนี้สะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจ AI เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาคโลกอย่างลึกซึ้ง
รายได้จากการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ช่วยเพิ่มดุลภายนอกของประเทศในเอเชีย ขณะที่การนำเงินออมส่วนเกินไปลงทุนในต่างประเทศสามารถส่งผลต่อราคาสินทรัพย์โลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และต้นทุนเงินทุนในสหรัฐ
ผลลัพธ์คือระบบที่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและกระแสเงินทุนระดับโลก เสริมแรงกันและกัน
แม้วงจรนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโต แต่ก็มีความเปราะบางหลายด้าน
การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป
ไต้หวันและเกาหลีใต้กำลังพึ่งพาการส่งออกชิป AI มากขึ้น หากการใช้จ่ายของ hyperscalers ชะลอตัว ความต้องการชิปอาจลดลงอย่างรวดเร็วและกระทบเศรษฐกิจ
แรงกดดันค่าเงิน
ดุลบัญชีเกินดุลขนาดใหญ่มักทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องพิจารณาแทรกแซงตลาดเงินตราหรือปรับดอกเบี้ย
ความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐ
เมื่อเงินออมส่วนเกินไหลไปยังสินทรัพย์ดอลลาร์ นักลงทุนในเอเชียจะมีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ราคาหุ้นเทคโนโลยี และสภาพคล่องโลก
ความเสี่ยงจากการกลับทิศของเงินทุน
หากการลงทุน AI ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น หรือการดำเนินนโยบายการเงินสหรัฐเปลี่ยนทิศ กระแสเงินทุนอาจหยุดหรือย้อนกลับได้
การปฏิวัติ AI มักถูกมองว่าเป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างบริษัทและประเทศต่าง ๆ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือเรื่องของเศรษฐศาสตร์มหภาคระดับโลกด้วย
บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลของยุค AI ไต้หวันและเกาหลีใต้ผลิตชิปที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ และผ่านตลาดทุนโลก เงินส่วนหนึ่งจากการส่งออกก็ไหลกลับไปยังสหรัฐ เพื่อช่วยสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น
กล่าวได้ว่า การปฏิวัติ AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่โลกคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่กำลัง ปรับโครงสร้างระบบการเงินโลกไปพร้อมกัน
Comments
0 comments