ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นเดิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% ในปี 2026 ขณะที่รุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% [20] สาเหตุหลักคือผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปสู่หน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ทำให้ DRAM และ NAND สำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคมีอุปทานตึงตัวและต้นทุนพุ่งขึ้น [22] [23] IDC คาดยอดจัดส่งสมาร...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is an AI data-center-driven memory shortage reshaping the global smartphone market in 2026—including the 15% average rise in prices of e. Article summary: AI data-center buildouts are diverting scarce DRAM and NAND capacity toward higher-margin AI hardware, turning memory from a low-cost handset component into a major constraint on smartphone pricing, product planning, and. Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
การขยายศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนตลาดสมาร์ตโฟนในปี 2026 อย่างชัดเจน ชิปความจำ DRAM และ NAND ที่ใช้ในมือถือ เป็นชิ้นส่วนประเภทเดียวกับที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องการจำนวนมาก ผู้ผลิตชิปจึงให้ความสำคัญกับลูกค้าศูนย์ข้อมูลซึ่งทำกำไรได้สูงกว่า ส่งผลให้หน่วยความจำสำหรับสมาร์ตโฟนตึงตัวและมีราคาแพงขึ้น 2
17
ผลลัพธ์คือภาพตลาดที่ดูขัดแย้งกัน: มือถือแพงขึ้น แต่จำนวนเครื่องที่ขายได้ลดลง IDC คาดว่ายอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปี 2026 จะลดลง 16.7% เหลือเพียงกว่า 1 พันล้านเครื่อง ขณะที่มูลค่าตลาดรวมจะยังเติบโต 6.3% สู่ 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะราคาที่สูงขึ้นช่วยพยุงรายได้บางส่วนไว้ 8
ข้อมูลของ Counterpoint ระบุว่า ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นที่วางขายอยู่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 มีมากกว่า 40% ของรุ่นทั้งหมดที่ขึ้นราคา และบางรุ่นมีราคาเกือบเพิ่มเป็นสองเท่า ส่วนรุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% 20
นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะมือถือเรือธง มือถือระดับเริ่มต้นและระดับกลางได้รับผลกระทบหนักกว่า เพราะต้นทุนชิ้นส่วนพื้นฐานกินสัดส่วนสูงกว่าในราคาขาย และผู้ผลิตมีพื้นที่จำกัดในการแบกรับต้นทุนแทนลูกค้า Reuters รายงานว่าการขึ้นราคาเด่นชัดเป็นพิเศษในกลุ่มมือถือระดับเริ่มต้นและระดับกลาง 17
ต้นตอคือเงินเฟ้อของชิปความจำ IDC ระบุว่าภาวะขาดแคลนเริ่มขึ้นช่วงปลายปี 2025 และภายในปลายเดือนสิงหาคม ต้นทุน NAND และ DRAM เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายงานตลาดอื่นระบุว่าราคาเฉลี่ยของ DRAM เพิ่มขึ้นราว 4 เท่า และ NAND เพิ่มขึ้นราว 3 เท่าในรอบ 12 เดือน 8
14
ศูนย์ข้อมูล AI ต้องใช้หน่วยความจำมหาศาล โดยเฉพาะหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่ทำงานร่วมกับชิปเร่งความเร็วสำหรับ AI ผู้ผลิตจึงย้ายกำลังการผลิตไปยังชิ้นส่วนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีกำไรต่อกำลังผลิตสูงกว่า ทำให้หน่วยความจำมาตรฐานสำหรับมือถือ พีซี และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปมีเหลือน้อยลง 22
23
สำหรับแบรนด์มือถือ ทางเลือกจึงมีไม่มากนัก
แรงกดดันไม่ได้เท่ากันทุกกลุ่มราคา Counterpoint เคยประเมินว่าราคา DRAM ที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนรวมของมือถือราคาประหยัดเพิ่มราว 25% รุ่นกลางเพิ่ม 15% และรุ่นไฮเอนด์เพิ่ม 10% 15
Counterpoint พบว่าตลาดที่ผู้ซื้ออ่อนไหวต่อราคามีการขึ้นราคาสูงที่สุด โดยอินเดียเพิ่ม 21% ตามด้วยเอเชียแปซิฟิก 19% และตะวันออกกลางกับแอฟริกา 18% 20
เหตุผลสำคัญคือตลาดเหล่านี้มีสัดส่วนมือถือราคาต่ำมากกว่า ผู้ผลิตจึงมีมาร์จิ้นน้อยกว่าที่จะดูดซับต้นทุนชิปความจำ อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาแม้ไม่มากในเชิงตัวเงิน ก็อาจทำให้มือถือหลุดจากงบที่ผู้ซื้อวางไว้ และผลักให้เลื่อนการเปลี่ยนเครื่องออกไป
สหรัฐฯ ก็เผชิญราคาหน้าร้านที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่รูปแบบการขายช่วยลดแรงกระแทกตอนจ่ายเงินได้บางส่วน Counterpoint ระบุว่า ราคาขายตรงถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 40–200 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับรุ่นของปีก่อน ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องของยอดจัดส่งในอเมริกาเหนือคาดว่าจะเพิ่ม 13.5% ในปี 2026 16 การผ่อนผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายเป็นเวลา 24 หรือ 36 เดือนทำให้ค่างวดรายเดือนดูไม่สูงขึ้นมาก แม้ต้นทุนเต็มของเครื่องจะแพงกว่าเดิมก็ตาม
ราคาที่สูงขึ้นกำลังบั่นทอนแรงซื้อเพื่อเปลี่ยนเครื่อง Counterpoint ซึ่ง Reuters อ้างถึง ประเมินว่ายอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ปี 2026 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของไตรมาสสองนับตั้งแต่ปี 2013 17
ทางเลือกที่ผู้บริโภคใช้ในทางปฏิบัติคือ ใช้มือถือเครื่องเดิมให้นานขึ้น ลดระดับรุ่นที่เลือกซื้อ เลือกความจุน้อยลงหากมีตัวเลือก หรือหันไปใช้เครื่องมือสอง เครื่องรีเฟอร์บิช และการซ่อมแซม TrendForce ระบุว่าอุปสงค์ในตลาดรองและตลาดซ่อมที่ยังต่อเนื่องช่วยให้ความต้องการแผงจอสมาร์ตโฟนดีกว่าที่คาด แม้แผนยอดจัดส่งเครื่องใหม่จะถูกกดดัน 7
อย่างไรก็ดี ตลาดซ่อมและขายต่อที่แข็งแรงช่วยพยุงความต้องการชิ้นส่วนและบริการได้เพียงบางส่วน ไม่สามารถทดแทนปริมาณการขายมือถือใหม่ที่แบรนด์และผู้ผลิตจอเคยคาดหวังได้
Apple ระมัดระวังเรื่องราคารุ่น iPhone ปัจจุบันมากกว่าคู่แข่งหลายราย Counterpoint ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่า ณ เวลานั้น Apple ยังไม่ได้ขึ้นราคารุ่นใด ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทแข่งขันเพื่อส่วนแบ่งตลาดได้ในช่วงที่ผู้ผลิตรายอื่นเริ่มปรับราคา 16
แต่การตรึงราคาปัจจุบันไม่ได้หมายความว่า Apple จะไม่รับผลกระทบจากตลาดชิปความจำ ทิม คุก ซีอีโอ Apple กล่าวในเดือนมิถุนายนว่าการขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากต้นทุนชิปความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่สูงขึ้น แม้ไม่ได้ระบุสินค้าและช่วงเวลาที่แน่ชัด 31
32
สำหรับ iPhone 18 ที่กำลังจะเปิดตัว TrendForce ประเมินว่าต้นทุนหน่วยความจำของ iPhone 18 Pro รุ่น 256GB ในไตรมาส 3 ปี 2026 อาจสูงกว่าปีก่อนเกือบ 400% และคาดว่าราคา iPhone 18 อาจเพิ่มขึ้นราว 10–20% โดย Apple อาจแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้เพื่อรักษาอุปสงค์และส่วนแบ่งตลาด 11
ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่ราคาขายปลีกที่ประกาศแล้ว ประเด็นสำคัญคือ Apple อาจมีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่ยืดหยุ่นกว่าแบรนด์ Android ราคาประหยัด แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนชิ้นส่วนอย่างมาก
ตัวเลขภาพรวมอุตสาหกรรมกำลังเคลื่อนไปคนละทิศทาง IDC คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นแม้จำนวนเครื่องที่ส่งมอบลดลงมาก เพราะรายได้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยราคา ไม่ใช่ปริมาณ 8
ดังนั้น ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้นอาจดูแข็งแรงกว่าความเป็นจริงสำหรับผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นอาจช่วยรักษารายได้ แต่สะท้อนวงจรเปลี่ยนเครื่องที่อ่อนแรงลง และเป็นความท้าทายต่อแบรนด์ที่ต้องพึ่งยอดขายจำนวนมากในกลุ่มมือถือราคาเข้าถึงได้
แรงกระแทกไม่ได้หยุดอยู่ที่สมาร์ตโฟน TrendForce ระบุว่าภาวะชิปความจำขาดแคลนและราคาที่สูงขึ้นกำลังกดดันต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานมือถือ และกระทบต่อแผนยอดจัดส่งของแบรนด์ในปี 2026 ขณะเดียวกัน ตลาดซ่อมและตลาดรองยังช่วยหนุนความต้องการแผงจอได้มากกว่าคาด 7
พีซีและอุปกรณ์เกมมิงก็เผชิญปัญหาเดียวกัน Reuters รายงานว่าบริษัทต่าง ๆ ขึ้นราคาสินค้าเพื่อตอบรับต้นทุนชิปความจำที่พุ่งขึ้น ขณะที่ความต้องการสมาร์ตโฟน พีซี และเครื่องเล่นเกมทั่วโลกมีแนวโน้มอ่อนตัว 2
วิกฤตชิปความจำจาก AI กำลังผลักตลาดสมาร์ตโฟนออกจากโมเดลเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนเครื่องจำนวนมาก ไปสู่ตลาดที่สินค้ามีจำกัดและราคาแพงกว่า สำหรับผู้ซื้อ การเปรียบเทียบราคา ใช้เครื่องให้นานขึ้น และพิจารณาเครื่องรีเฟอร์บิชจึงมีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับผู้ผลิต โจทย์คือจะส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้ามากแค่ไหน จะปกป้องรุ่นใด และจะยอมลดมาร์จิ้นในตลาดใดได้บ้าง ตราบใดที่ความต้องการจากดาต้าเซ็นเตอร์ยังทำให้อุปทานหน่วยความจำตึงตัว ความขัดแย้งหลักก็ยังอยู่เหมือนเดิม: ราคาที่สูงขึ้นช่วยประคองมูลค่าตลาดได้ แต่ไม่อาจชดเชยยอดเปลี่ยนเครื่องที่หายไป ยอดจัดส่งที่ลดลง และแรงกดดันต่อมือถือราคาประหยัดได้ทั้งหมด 8
20
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นเดิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% ในปี 2026 ขณะที่รุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% [20]
ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นเดิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% ในปี 2026 ขณะที่รุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% [20] สาเหตุหลักคือผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปสู่หน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ทำให้ DRAM และ NAND สำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคมีอุปทานตึงตัวและต้นทุนพุ่งขึ้น [22] [23]
IDC คาดยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะลดลง 16.7% เหลือเพียงกว่า 1 พันล้านเครื่องในปี 2026 แต่มูลค่าตลาดยังเพิ่ม 6.3% เพราะราคาที่สูงขึ้น [8]
ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นเดิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% ในปี 2026 ขณะที่รุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% [20] สาเหตุหลักคือผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปสู่หน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ทำให้ DRAM และ NAND สำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคมีอุปทานตึงตัวและต้นทุนพุ่งขึ้น [22] [23] IDC คาดยอดจัดส่งสมาร...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is an AI data-center-driven memory shortage reshaping the global smartphone market in 2026—including the 15% average rise in prices of e. Article summary: AI data-center buildouts are diverting scarce DRAM and NAND capacity toward higher-margin AI hardware, turning memory from a low-cost handset component into a major constraint on smartphone pricing, product planning, and. Topic tags: general, news, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
การขยายศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนตลาดสมาร์ตโฟนในปี 2026 อย่างชัดเจน ชิปความจำ DRAM และ NAND ที่ใช้ในมือถือ เป็นชิ้นส่วนประเภทเดียวกับที่โครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องการจำนวนมาก ผู้ผลิตชิปจึงให้ความสำคัญกับลูกค้าศูนย์ข้อมูลซึ่งทำกำไรได้สูงกว่า ส่งผลให้หน่วยความจำสำหรับสมาร์ตโฟนตึงตัวและมีราคาแพงขึ้น 2
17
ผลลัพธ์คือภาพตลาดที่ดูขัดแย้งกัน: มือถือแพงขึ้น แต่จำนวนเครื่องที่ขายได้ลดลง IDC คาดว่ายอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปี 2026 จะลดลง 16.7% เหลือเพียงกว่า 1 พันล้านเครื่อง ขณะที่มูลค่าตลาดรวมจะยังเติบโต 6.3% สู่ 613,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะราคาที่สูงขึ้นช่วยพยุงรายได้บางส่วนไว้ 8
ข้อมูลของ Counterpoint ระบุว่า ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นที่วางขายอยู่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 มีมากกว่า 40% ของรุ่นทั้งหมดที่ขึ้นราคา และบางรุ่นมีราคาเกือบเพิ่มเป็นสองเท่า ส่วนรุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% 20
นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะมือถือเรือธง มือถือระดับเริ่มต้นและระดับกลางได้รับผลกระทบหนักกว่า เพราะต้นทุนชิ้นส่วนพื้นฐานกินสัดส่วนสูงกว่าในราคาขาย และผู้ผลิตมีพื้นที่จำกัดในการแบกรับต้นทุนแทนลูกค้า Reuters รายงานว่าการขึ้นราคาเด่นชัดเป็นพิเศษในกลุ่มมือถือระดับเริ่มต้นและระดับกลาง 17
ต้นตอคือเงินเฟ้อของชิปความจำ IDC ระบุว่าภาวะขาดแคลนเริ่มขึ้นช่วงปลายปี 2025 และภายในปลายเดือนสิงหาคม ต้นทุน NAND และ DRAM เพิ่มขึ้นมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายงานตลาดอื่นระบุว่าราคาเฉลี่ยของ DRAM เพิ่มขึ้นราว 4 เท่า และ NAND เพิ่มขึ้นราว 3 เท่าในรอบ 12 เดือน 8
14
ศูนย์ข้อมูล AI ต้องใช้หน่วยความจำมหาศาล โดยเฉพาะหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่ทำงานร่วมกับชิปเร่งความเร็วสำหรับ AI ผู้ผลิตจึงย้ายกำลังการผลิตไปยังชิ้นส่วนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีกำไรต่อกำลังผลิตสูงกว่า ทำให้หน่วยความจำมาตรฐานสำหรับมือถือ พีซี และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปมีเหลือน้อยลง 22
23
สำหรับแบรนด์มือถือ ทางเลือกจึงมีไม่มากนัก
แรงกดดันไม่ได้เท่ากันทุกกลุ่มราคา Counterpoint เคยประเมินว่าราคา DRAM ที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนรวมของมือถือราคาประหยัดเพิ่มราว 25% รุ่นกลางเพิ่ม 15% และรุ่นไฮเอนด์เพิ่ม 10% 15
Counterpoint พบว่าตลาดที่ผู้ซื้ออ่อนไหวต่อราคามีการขึ้นราคาสูงที่สุด โดยอินเดียเพิ่ม 21% ตามด้วยเอเชียแปซิฟิก 19% และตะวันออกกลางกับแอฟริกา 18% 20
เหตุผลสำคัญคือตลาดเหล่านี้มีสัดส่วนมือถือราคาต่ำมากกว่า ผู้ผลิตจึงมีมาร์จิ้นน้อยกว่าที่จะดูดซับต้นทุนชิปความจำ อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาแม้ไม่มากในเชิงตัวเงิน ก็อาจทำให้มือถือหลุดจากงบที่ผู้ซื้อวางไว้ และผลักให้เลื่อนการเปลี่ยนเครื่องออกไป
สหรัฐฯ ก็เผชิญราคาหน้าร้านที่สูงขึ้นเช่นกัน แต่รูปแบบการขายช่วยลดแรงกระแทกตอนจ่ายเงินได้บางส่วน Counterpoint ระบุว่า ราคาขายตรงถึงผู้บริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราว 40–200 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับรุ่นของปีก่อน ขณะที่ราคาเฉลี่ยต่อเครื่องของยอดจัดส่งในอเมริกาเหนือคาดว่าจะเพิ่ม 13.5% ในปี 2026 16 การผ่อนผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายเป็นเวลา 24 หรือ 36 เดือนทำให้ค่างวดรายเดือนดูไม่สูงขึ้นมาก แม้ต้นทุนเต็มของเครื่องจะแพงกว่าเดิมก็ตาม
ราคาที่สูงขึ้นกำลังบั่นทอนแรงซื้อเพื่อเปลี่ยนเครื่อง Counterpoint ซึ่ง Reuters อ้างถึง ประเมินว่ายอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ปี 2026 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของไตรมาสสองนับตั้งแต่ปี 2013 17
ทางเลือกที่ผู้บริโภคใช้ในทางปฏิบัติคือ ใช้มือถือเครื่องเดิมให้นานขึ้น ลดระดับรุ่นที่เลือกซื้อ เลือกความจุน้อยลงหากมีตัวเลือก หรือหันไปใช้เครื่องมือสอง เครื่องรีเฟอร์บิช และการซ่อมแซม TrendForce ระบุว่าอุปสงค์ในตลาดรองและตลาดซ่อมที่ยังต่อเนื่องช่วยให้ความต้องการแผงจอสมาร์ตโฟนดีกว่าที่คาด แม้แผนยอดจัดส่งเครื่องใหม่จะถูกกดดัน 7
อย่างไรก็ดี ตลาดซ่อมและขายต่อที่แข็งแรงช่วยพยุงความต้องการชิ้นส่วนและบริการได้เพียงบางส่วน ไม่สามารถทดแทนปริมาณการขายมือถือใหม่ที่แบรนด์และผู้ผลิตจอเคยคาดหวังได้
Apple ระมัดระวังเรื่องราคารุ่น iPhone ปัจจุบันมากกว่าคู่แข่งหลายราย Counterpoint ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่า ณ เวลานั้น Apple ยังไม่ได้ขึ้นราคารุ่นใด ซึ่งอาจช่วยให้บริษัทแข่งขันเพื่อส่วนแบ่งตลาดได้ในช่วงที่ผู้ผลิตรายอื่นเริ่มปรับราคา 16
แต่การตรึงราคาปัจจุบันไม่ได้หมายความว่า Apple จะไม่รับผลกระทบจากตลาดชิปความจำ ทิม คุก ซีอีโอ Apple กล่าวในเดือนมิถุนายนว่าการขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากต้นทุนชิปความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่สูงขึ้น แม้ไม่ได้ระบุสินค้าและช่วงเวลาที่แน่ชัด 31
32
สำหรับ iPhone 18 ที่กำลังจะเปิดตัว TrendForce ประเมินว่าต้นทุนหน่วยความจำของ iPhone 18 Pro รุ่น 256GB ในไตรมาส 3 ปี 2026 อาจสูงกว่าปีก่อนเกือบ 400% และคาดว่าราคา iPhone 18 อาจเพิ่มขึ้นราว 10–20% โดย Apple อาจแบกรับต้นทุนบางส่วนไว้เพื่อรักษาอุปสงค์และส่วนแบ่งตลาด 11
ตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ ไม่ใช่ราคาขายปลีกที่ประกาศแล้ว ประเด็นสำคัญคือ Apple อาจมีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่ยืดหยุ่นกว่าแบรนด์ Android ราคาประหยัด แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนชิ้นส่วนอย่างมาก
ตัวเลขภาพรวมอุตสาหกรรมกำลังเคลื่อนไปคนละทิศทาง IDC คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นแม้จำนวนเครื่องที่ส่งมอบลดลงมาก เพราะรายได้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยราคา ไม่ใช่ปริมาณ 8
ดังนั้น ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้นอาจดูแข็งแรงกว่าความเป็นจริงสำหรับผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ ราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นอาจช่วยรักษารายได้ แต่สะท้อนวงจรเปลี่ยนเครื่องที่อ่อนแรงลง และเป็นความท้าทายต่อแบรนด์ที่ต้องพึ่งยอดขายจำนวนมากในกลุ่มมือถือราคาเข้าถึงได้
แรงกระแทกไม่ได้หยุดอยู่ที่สมาร์ตโฟน TrendForce ระบุว่าภาวะชิปความจำขาดแคลนและราคาที่สูงขึ้นกำลังกดดันต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานมือถือ และกระทบต่อแผนยอดจัดส่งของแบรนด์ในปี 2026 ขณะเดียวกัน ตลาดซ่อมและตลาดรองยังช่วยหนุนความต้องการแผงจอได้มากกว่าคาด 7
พีซีและอุปกรณ์เกมมิงก็เผชิญปัญหาเดียวกัน Reuters รายงานว่าบริษัทต่าง ๆ ขึ้นราคาสินค้าเพื่อตอบรับต้นทุนชิปความจำที่พุ่งขึ้น ขณะที่ความต้องการสมาร์ตโฟน พีซี และเครื่องเล่นเกมทั่วโลกมีแนวโน้มอ่อนตัว 2
วิกฤตชิปความจำจาก AI กำลังผลักตลาดสมาร์ตโฟนออกจากโมเดลเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนเครื่องจำนวนมาก ไปสู่ตลาดที่สินค้ามีจำกัดและราคาแพงกว่า สำหรับผู้ซื้อ การเปรียบเทียบราคา ใช้เครื่องให้นานขึ้น และพิจารณาเครื่องรีเฟอร์บิชจึงมีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับผู้ผลิต โจทย์คือจะส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้ามากแค่ไหน จะปกป้องรุ่นใด และจะยอมลดมาร์จิ้นในตลาดใดได้บ้าง ตราบใดที่ความต้องการจากดาต้าเซ็นเตอร์ยังทำให้อุปทานหน่วยความจำตึงตัว ความขัดแย้งหลักก็ยังอยู่เหมือนเดิม: ราคาที่สูงขึ้นช่วยประคองมูลค่าตลาดได้ แต่ไม่อาจชดเชยยอดเปลี่ยนเครื่องที่หายไป ยอดจัดส่งที่ลดลง และแรงกดดันต่อมือถือราคาประหยัดได้ทั้งหมด 8
20
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นเดิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% ในปี 2026 ขณะที่รุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% [20]
ราคาขายปลีกของสมาร์ตโฟนรุ่นเดิมทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15% ในปี 2026 ขณะที่รุ่นเปิดตัวใหม่แพงกว่ารุ่นเทียบเคียงของปีก่อนเฉลี่ย 25% [20] สาเหตุหลักคือผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปสู่หน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ทำให้ DRAM และ NAND สำหรับอุปกรณ์ผู้บริโภคมีอุปทานตึงตัวและต้นทุนพุ่งขึ้น [22] [23]
IDC คาดยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะลดลง 16.7% เหลือเพียงกว่า 1 พันล้านเครื่องในปี 2026 แต่มูลค่าตลาดยังเพิ่ม 6.3% เพราะราคาที่สูงขึ้น [8]