ข้อมูลของบริษัทพบว่า กิจกรรมของ AI bots เพิ่มขึ้นประมาณ 300% ในปี 2025 เนื่องจากระบบ AI จำนวนมากต้องรวบรวมและอ่านข้อมูลจากเว็บเพื่อนำไปใช้ตอบคำถามผู้ใช้
แนวโน้มนี้เชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่เรียกว่า “zero‑click search” ซึ่งหมายถึงการค้นหาที่ผู้ใช้ได้คำตอบทันทีโดยไม่คลิกลิงก์ โดยมีการศึกษาที่ Akamai อ้างถึงซึ่งระบุว่า เกือบ 60% ของการค้นหาจบลงโดยไม่มีการคลิก
นั่นทำให้ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ใช่แค่การได้อันดับสูงในผลการค้นหาอีกต่อไป แต่ต้องทำให้ AI เลือกใช้ข้อมูลของตนในการตอบคำถาม
เครื่องมือนี้ทำงานที่ระดับ edge network ของ Akamai ซึ่งหมายถึงการจัดการคำขอของผู้ใช้หรือบอตก่อนที่จะไปถึงเซิร์ฟเวอร์เว็บไซต์จริง
ระบบสามารถระบุเอเจนต์หรือบอต AI ได้ทันทีโดยใช้เทคโนโลยีตรวจจับบอตของ Akamai ที่ทำงานที่ edge ทำให้แยกแยะทราฟฟิกจากมนุษย์กับทราฟฟิกจาก AI ได้ตั้งแต่ต้นทาง
เมื่อระบบตรวจพบว่าเป็น AI agent แพลตฟอร์มสามารถส่ง คอนเทนต์เวอร์ชันที่มีโครงสร้างและอ่านง่ายสำหรับโมเดลภาษา (LLM) ซึ่งช่วยให้ AI เข้าใจและนำข้อมูลไปใช้ได้ดีขึ้น
ผู้ใช้มนุษย์ยังคงเห็นเว็บไซต์แบบเดิมตามปกติ และเพราะการแปลงคอนเทนต์เกิดขึ้นที่ edge องค์กรส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องปรับระบบ CMS หรือ backend ของเว็บไซต์
แพลตฟอร์มยังมีแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลสำคัญ เช่น
นอกจากนี้ยังวิเคราะห์ แนวโน้มการอ้างอิง (citations), share of voice ในคำตอบ AI และโอกาสปรับปรุงคอนเทนต์ในระดับหน้าเว็บ เพื่อให้แบรนด์เข้าใจว่า AI ตีความข้อมูลของตนอย่างไร
Akamai เรียกแนวทางใหม่นี้ว่า Generative Engine Optimization (GEO) ซึ่งหมายถึงการปรับเนื้อหาเพื่อให้เหมาะกับคำตอบที่สร้างโดย AI มากกว่าการเน้นเพียงอันดับในเสิร์ชเอนจินแบบเดิม
ตัวชี้วัดความสำเร็จในโลกแบบนี้จึงเปลี่ยนไป เช่น
ก่อนเปิดตัว Akamai ได้ทดลองใช้ระบบนี้กับเว็บไซต์ของตนเอง โดยให้มีทั้งเวอร์ชันสำหรับมนุษย์และเวอร์ชันที่ปรับให้ AI อ่านได้ง่าย
ผลลัพธ์ที่บริษัทรายงาน ได้แก่
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าการจัดโครงสร้างข้อมูลสำหรับ AI สามารถเพิ่มโอกาสที่ระบบจะอ้างอิงหรือกล่าวถึงแบรนด์ในคำตอบได้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต
ในอดีต การทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับเพื่อให้ผู้ใช้คลิกเข้าไปอ่าน แต่ในยุค AI เป้าหมายกำลังเปลี่ยนเป็น ทำให้ AI ดึงข้อมูลของแบรนด์ไปใช้และอ้างอิงอย่างถูกต้อง
ในขณะเดียวกัน ปริมาณบอต AI ที่เพิ่มขึ้นยังสร้างความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัย เพราะเอเจนต์เหล่านี้สามารถเข้ามารวบรวม สรุป หรือใช้ข้อมูลเว็บไซต์ในปริมาณมากได้ บริษัทจึงต้องมีเครื่องมือที่มองเห็นและควบคุมกิจกรรมเหล่านี้ได้ตั้งแต่ระดับโครงสร้างเครือข่าย
Akamai ประกาศเปิดตัว AI Brand Presence อย่างเป็นทางการเมื่อ 19 พฤษภาคม 2026 และเริ่มเปิดใช้งานแบบ limited availability ก่อน
ช่วงแรกจะให้บริการกับลูกค้าบางรายใน อเมริกาเหนือ ก่อนจะขยายไปยังภูมิภาคอื่นในภายหลัง
การเปิดตัวเครื่องมือนี้สะท้อนแนวโน้มใหม่ของโลกออนไลน์ที่แบรนด์ไม่ได้แข่งขันกันแค่ในหน้าผลการค้นหาอีกต่อไป แต่แข่งขันกันเพื่อให้ AI เลือกอ้างอิงข้อมูลของตนในคำตอบที่ผู้ใช้เห็น