แรงกดดันหลักคือ “กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง” ลดลง เพราะความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ การรอคอย และเส้นทางที่ยาวขึ้น ทำให้เรือหนึ่งลำถูกใช้ไปนานกว่าเดิม ค่าขนส่งจากฮิวสตันไปเอเชียราว 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 52 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว ทำให้โรงกลั่นต้องเปรียบเทียบต้นทุนส่งมอบจริง ไม่ใช่ดูเพียงราคาน้ำมัน ณ จุดส่งออก คำสั่...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is a severe global shortage of Very Large Crude Carriers—driven by Hormuz shuttle operations and longer Atlantic Basin-to-Asia routes af. Article summary: The shortage is a “ton-mile” shock: the same finite VLCC fleet is being tied up for longer and riskier voyages, so effective transport capacity has fallen even without a comparable fall in the number of ships. Freight th. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ค่าระวางเรือกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของราคาน้ำมันดิบ ไม่ใช่แค่ต้นทุนประกอบเล็กน้อยอีกต่อไป เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก หรือ VLCC (Very Large Crude Carrier) ซึ่งโดยทั่วไปบรรทุกได้ราว 2 ล้านบาร์เรล มีไม่พอสำหรับการเช่า น้ำมันจึงเดินทางถึงผู้ซื้อช้าลงและแพงขึ้นมาก
ตัวอย่างที่สะท้อนความรุนแรงคือ ค่าขนส่งน้ำมันดิบจากฮิวสตันไปเอเชียอยู่ที่ราว 26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งเที่ยวบรรทุก คิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า West Texas Intermediate (WTI) 6
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่ากองเรือโลกหายไป แต่เป็นภาวะขาดแคลน กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง เรือจำนวนมากถูกดึงไปใช้กับการรอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ งานวิ่งรับส่งระยะสั้น และการอ้อมเส้นทางหรือเดินเรือไกลขึ้นเพื่อทดแทนอุปทานที่สะดุด จึงทำให้เรือแต่ละลำขนส่งน้ำมันได้ปริมาณเท่าเดิม แต่ต้องใช้จำนวนวันมากกว่าเดิม
เรือบรรทุกน้ำมันจะสร้างกำลังขนส่งได้ก็ต่อเมื่อเดินทางส่งสินค้าเสร็จและกลับไปรับสินค้าเที่ยวถัดไปได้ หากเรือต้องรอ ถูกเปลี่ยนเส้นทาง หรือถูกใช้ในงานรับส่งที่เชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานส่งออกซึ่งมีข้อจำกัด เรือดังกล่าวก็ไม่สามารถรับงานขนส่งระยะไกลเส้นทางอื่นพร้อมกันได้
ยิ่งเมื่อผู้ซื้อในเอเชียต้องหันไปใช้น้ำมันจากฝั่งแอตแลนติกแทนตะวันออกกลาง ระยะทางเฉลี่ยต่อเที่ยวก็ยิ่งยาวขึ้น และกินเวลาเรือเพิ่มขึ้น นี่คือผลของภาวะ ton-mile shock กล่าวคือ ความต้องการ “เวลาเดินเรือ” เพิ่มขึ้น แม้ปริมาณการใช้น้ำมันของโลกอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงที่การหยุดชะงักบริเวณฮอร์มุซรุนแรงที่สุด ปริมาณเรือผ่านช่องแคบลดลงมากกว่า 90% จากระดับก่อนความขัดแย้งที่ราว 90-110 ลำต่อวัน แม้ต่อมาปริมาณการสัญจรเริ่มฟื้น แต่ยังต่ำกว่าระดับปกติก่อนวิกฤตและมีความเสี่ยงที่จะผันผวนกลับได้ 1
ด้านอุปทานเรือก็ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทั่วโลก Signal Group ระบุว่า จำนวน VLCC ที่บรรทุกสินค้าอยู่และพร้อมใช้งานในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซ ลดลง 36% จากปีก่อน เหลือ 122 ลำตามค่าเฉลี่ย 30 วันในช่วงต้นเดือนกันยายน 10 สำหรับตลาดที่สินค้าเพียงหนึ่งเที่ยวสามารถผูกเรือไว้หลายสัปดาห์ การลดลงระดับนี้ย่อมดันค่าระวางได้อย่างมาก
โรงกลั่นไม่ได้ตัดสินใจซื้อน้ำมันดิบจากราคา ณ ท่าเรือส่งออกเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ต้นทุนส่งถึงโรงกลั่น ซึ่งรวมราคาน้ำมัน ค่าระวางทางทะเล ค่าประกันภัย ต้นทุนทางการเงิน ค่าท่าเรือ และความเสี่ยงจากความล่าช้า
เมื่อค่าขนส่งฮิวสตัน-เอเชียอยู่ที่ราว 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับเรือบรรทุก 2 ล้านบาร์เรลอยู่ที่ประมาณ 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนรวมต้นทุนอื่น 6 ดังนั้น ส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างเกรดจากชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ กับน้ำมันคู่แข่งจากเอเชียหรือตะวันออกกลาง ต้องกว้างพอจะชดเชยภาระค่าขนส่งนี้ มิฉะนั้นดีลอาจถูกเลื่อน หรือผู้ซื้อเลือกแหล่งที่อยู่ใกล้กว่าแทน
ไม่ได้หมายความว่าการส่งน้ำมันระยะไกลทุกเที่ยวจะหยุดลง ผู้ซื้ออาจยังยอมจ่ายค่าขนส่งสูง หากน้ำมันเกรดนั้นเหมาะกับหน่วยกลั่นของตนเป็นพิเศษ หากแหล่งทางเลือกในพื้นที่มีจำกัด หรือหากส่วนต่างราคากว้างผิดปกติ แต่ค่าระวางที่สูงขึ้นทำให้ทุกธุรกรรมต้องผ่านเกณฑ์ความคุ้มค่าที่เข้มงวดกว่าเดิม และตัดดีลส่วนเพิ่มที่เคยช่วยปรับสมดุลน้ำมันระหว่างภูมิภาคออกไป
เมื่อการขนส่งมีจำกัดหรือคาดการณ์ได้ยาก โรงกลั่นย่อมมีแรงจูงใจให้เลือกน้ำมันดิบที่อยู่ใกล้กว่า มีพร้อมส่ง และมีความเสี่ยงต่อความล่าช้าน้อยกว่า แม้จะไม่ใช่เกรดที่ต้องการมากที่สุดก็ตาม
ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
ผลลัพธ์คือ การจับคู่น้ำมันดิบกับโรงกลั่นที่เหมาะสมที่สุดทั่วโลกมีประสิทธิภาพลดลง น้ำมันอาจมีอยู่ในระบบ แต่ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนถึงโรงกลั่นที่แปรรูปได้ด้วยต้นทุนต่ำที่สุด
ภาวะเรือตึงตัวไม่ได้ทำให้น้ำมันใต้ดินหายไปโดยตรง แต่จำกัดความเร็วและความแน่นอนในการส่งน้ำมันไปถึงโรงกลั่น การมาถึงล่าช้า การส่งมอบที่คาดเดาไม่ได้ และการได้เกรดน้ำมันไม่ตรงกับความต้องการ ล้วนทำให้การวางแผนเดินเครื่องโรงกลั่นซับซ้อนขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาการขนส่งน้ำมันจึงขยายความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงได้ หากโรงกลั่นไม่ได้รับน้ำมันที่เหมาะสมตรงเวลา ผลกระทบอาจลามจากส่วนต่างราคาน้ำมันดิบไปสู่สมดุลน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานในแต่ละภูมิภาค อย่างไรก็ดี ขนาดผลกระทบขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความปั่นป่วน ปริมาณสต็อก ความยืดหยุ่นของโรงกลั่น และเส้นทางทดแทน จึงไม่ควรสรุปว่าค่าระวางพุ่งทุกครั้งจะทำให้ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ความขาดแคลนที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ซื้อน้ำมัน กลับเพิ่มอำนาจทำเงินของเรือที่พร้อมให้เช่า Reuters รายงานในเดือนมิถุนายนว่าค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวอาหรับและเส้นทางเกี่ยวเนื่องเกือบเพิ่มเป็นสองเท่าท่ามกลางความปั่นป่วน และผู้ประกอบการทำกำไรในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ 3
รายได้แบบสปอตที่สูงขึ้นยังอาจหนุนมูลค่าเรือและมูลค่าบริษัท เพราะนักลงทุนคาดหวังกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง Signal Group ประเมินในเดือนกุมภาพันธ์ว่า VLCC อายุ 5 ปีมีมูลค่าเกิน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นราว 17% เมื่อเทียบรายปี 30 อย่างไรก็ตาม มูลค่านี้ยังขึ้นอยู่กับค่าระวางอย่างมาก หากเส้นทางกลับสู่ภาวะปกติและการใช้เรือลดลง ส่วนเพิ่มของมูลค่าอาจหายไปได้
เจ้าของเรือกำลังตอบสนองด้วยการสั่งต่อเรือจำนวนมาก Reuters ระบุว่าคำสั่งซื้อ VLCC ในปี 2026 สูงกว่ายอดรวมทั้งปี 2025 มากกว่าสองเท่า โดย Signal Group นับได้ 217 ลำ ขณะที่ Allied Shipbroking นับได้ 164 ลำ ซึ่งต่างกันตามชุดข้อมูล มูลค่าการสั่งซื้อรวมเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นคลื่นการสั่งต่อที่ใหญ่ที่สุดในรอบอย่างน้อย 25 ปี 17
แต่การสั่งต่อไม่ได้ทำให้มีเรือใช้ในทันที ราว 83% ของ VLCC ที่สั่งในครึ่งแรกของปี 2026 มีกำหนดส่งมอบในปี 2028 และ 2029 23 ดังนั้น สมุดคำสั่งต่อเรือในปัจจุบันจึงแทบไม่เพิ่มกำลังขนส่งในระยะใกล้ ขณะที่รูปแบบการค้าอันปั่นป่วนยังผูกเรือจำนวนมากไว้
สถานการณ์นี้สร้างความเสี่ยงได้สองทาง
วิธีเข้าใจภาวะขาดแคลนนี้ให้ชัดที่สุดคือ อย่าดูแค่จำนวนเรือในกองเรือโลก แต่ให้ดูว่า การขนส่งน้ำมันหนึ่งบาร์เรลจากผู้ขายไปถึงโรงกลั่นต้องใช้กำลังเรือกี่วัน
การเข้าถึงฮอร์มุซได้อย่างปกติและเชื่อถือได้ รวมถึงรูปแบบเดินเรือที่สั้นลง จะลดจำนวนวันดังกล่าวและปล่อยเรือกลับสู่ตลาด ในทางกลับกัน ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อจะเพิ่มภาระต่อกำลังเรือ คำสั่งต่อเรือจำนวนมากมีความสำคัญต่อช่วงปลายทศวรรษนี้ แต่ค่าระวางระยะใกล้จะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของเส้นทาง ระยะเวลาเดินเรือ ความพร้อมของเรือ และการฟื้นการส่งออกจากตะวันออกกลางอย่างสม่ำเสมอเป็นหลัก
สำหรับผู้ซื้อน้ำมัน ข้อสรุปเชิงปฏิบัติชัดเจนคือ น้ำมันที่ถูกที่สุด ณ จุดบรรทุก ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำมันที่ถูกที่สุดเมื่อถึงโรงกลั่น ในตลาดเรือบรรทุกที่ตึงตัว ค่าระวางได้กลายเป็นตัวตัดสินสำคัญของการค้าน้ำมันดิบแล้ว 6
17
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
แรงกดดันหลักคือ “กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง” ลดลง เพราะความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ การรอคอย และเส้นทางที่ยาวขึ้น ทำให้เรือหนึ่งลำถูกใช้ไปนานกว่าเดิม
แรงกดดันหลักคือ “กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง” ลดลง เพราะความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ การรอคอย และเส้นทางที่ยาวขึ้น ทำให้เรือหนึ่งลำถูกใช้ไปนานกว่าเดิม ค่าขนส่งจากฮิวสตันไปเอเชียราว 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 52 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว ทำให้โรงกลั่นต้องเปรียบเทียบต้นทุนส่งมอบจริง ไม่ใช่ดูเพียงราคาน้ำมัน ณ จุดส่งออก
คำสั่งต่อเรือ VLCC ในปี 2026 พุ่งขึ้นมาก แต่ราว 83% ของเรือที่สั่งในครึ่งแรกของปีมีกำหนดส่งมอบในปี 2028 29 จึงยังไม่ช่วยคลายภาวะตึงตัวระยะสั้น
แรงกดดันหลักคือ “กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง” ลดลง เพราะความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ การรอคอย และเส้นทางที่ยาวขึ้น ทำให้เรือหนึ่งลำถูกใช้ไปนานกว่าเดิม ค่าขนส่งจากฮิวสตันไปเอเชียราว 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 52 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว ทำให้โรงกลั่นต้องเปรียบเทียบต้นทุนส่งมอบจริง ไม่ใช่ดูเพียงราคาน้ำมัน ณ จุดส่งออก คำสั่...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How is a severe global shortage of Very Large Crude Carriers—driven by Hormuz shuttle operations and longer Atlantic Basin-to-Asia routes af. Article summary: The shortage is a “ton-mile” shock: the same finite VLCC fleet is being tied up for longer and riskier voyages, so effective transport capacity has fallen even without a comparable fall in the number of ships. Freight th. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
ค่าระวางเรือกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของราคาน้ำมันดิบ ไม่ใช่แค่ต้นทุนประกอบเล็กน้อยอีกต่อไป เมื่อเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก หรือ VLCC (Very Large Crude Carrier) ซึ่งโดยทั่วไปบรรทุกได้ราว 2 ล้านบาร์เรล มีไม่พอสำหรับการเช่า น้ำมันจึงเดินทางถึงผู้ซื้อช้าลงและแพงขึ้นมาก
ตัวอย่างที่สะท้อนความรุนแรงคือ ค่าขนส่งน้ำมันดิบจากฮิวสตันไปเอเชียอยู่ที่ราว 26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งเที่ยวบรรทุก คิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า West Texas Intermediate (WTI) 6
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่ากองเรือโลกหายไป แต่เป็นภาวะขาดแคลน กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง เรือจำนวนมากถูกดึงไปใช้กับการรอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ งานวิ่งรับส่งระยะสั้น และการอ้อมเส้นทางหรือเดินเรือไกลขึ้นเพื่อทดแทนอุปทานที่สะดุด จึงทำให้เรือแต่ละลำขนส่งน้ำมันได้ปริมาณเท่าเดิม แต่ต้องใช้จำนวนวันมากกว่าเดิม
เรือบรรทุกน้ำมันจะสร้างกำลังขนส่งได้ก็ต่อเมื่อเดินทางส่งสินค้าเสร็จและกลับไปรับสินค้าเที่ยวถัดไปได้ หากเรือต้องรอ ถูกเปลี่ยนเส้นทาง หรือถูกใช้ในงานรับส่งที่เชื่อมกับโครงสร้างพื้นฐานส่งออกซึ่งมีข้อจำกัด เรือดังกล่าวก็ไม่สามารถรับงานขนส่งระยะไกลเส้นทางอื่นพร้อมกันได้
ยิ่งเมื่อผู้ซื้อในเอเชียต้องหันไปใช้น้ำมันจากฝั่งแอตแลนติกแทนตะวันออกกลาง ระยะทางเฉลี่ยต่อเที่ยวก็ยิ่งยาวขึ้น และกินเวลาเรือเพิ่มขึ้น นี่คือผลของภาวะ ton-mile shock กล่าวคือ ความต้องการ “เวลาเดินเรือ” เพิ่มขึ้น แม้ปริมาณการใช้น้ำมันของโลกอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงที่การหยุดชะงักบริเวณฮอร์มุซรุนแรงที่สุด ปริมาณเรือผ่านช่องแคบลดลงมากกว่า 90% จากระดับก่อนความขัดแย้งที่ราว 90-110 ลำต่อวัน แม้ต่อมาปริมาณการสัญจรเริ่มฟื้น แต่ยังต่ำกว่าระดับปกติก่อนวิกฤตและมีความเสี่ยงที่จะผันผวนกลับได้ 1
ด้านอุปทานเรือก็ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทั่วโลก Signal Group ระบุว่า จำนวน VLCC ที่บรรทุกสินค้าอยู่และพร้อมใช้งานในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซ ลดลง 36% จากปีก่อน เหลือ 122 ลำตามค่าเฉลี่ย 30 วันในช่วงต้นเดือนกันยายน 10 สำหรับตลาดที่สินค้าเพียงหนึ่งเที่ยวสามารถผูกเรือไว้หลายสัปดาห์ การลดลงระดับนี้ย่อมดันค่าระวางได้อย่างมาก
โรงกลั่นไม่ได้ตัดสินใจซื้อน้ำมันดิบจากราคา ณ ท่าเรือส่งออกเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ต้นทุนส่งถึงโรงกลั่น ซึ่งรวมราคาน้ำมัน ค่าระวางทางทะเล ค่าประกันภัย ต้นทุนทางการเงิน ค่าท่าเรือ และความเสี่ยงจากความล่าช้า
เมื่อค่าขนส่งฮิวสตัน-เอเชียอยู่ที่ราว 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสำหรับเรือบรรทุก 2 ล้านบาร์เรลอยู่ที่ประมาณ 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนรวมต้นทุนอื่น 6 ดังนั้น ส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างเกรดจากชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ กับน้ำมันคู่แข่งจากเอเชียหรือตะวันออกกลาง ต้องกว้างพอจะชดเชยภาระค่าขนส่งนี้ มิฉะนั้นดีลอาจถูกเลื่อน หรือผู้ซื้อเลือกแหล่งที่อยู่ใกล้กว่าแทน
ไม่ได้หมายความว่าการส่งน้ำมันระยะไกลทุกเที่ยวจะหยุดลง ผู้ซื้ออาจยังยอมจ่ายค่าขนส่งสูง หากน้ำมันเกรดนั้นเหมาะกับหน่วยกลั่นของตนเป็นพิเศษ หากแหล่งทางเลือกในพื้นที่มีจำกัด หรือหากส่วนต่างราคากว้างผิดปกติ แต่ค่าระวางที่สูงขึ้นทำให้ทุกธุรกรรมต้องผ่านเกณฑ์ความคุ้มค่าที่เข้มงวดกว่าเดิม และตัดดีลส่วนเพิ่มที่เคยช่วยปรับสมดุลน้ำมันระหว่างภูมิภาคออกไป
เมื่อการขนส่งมีจำกัดหรือคาดการณ์ได้ยาก โรงกลั่นย่อมมีแรงจูงใจให้เลือกน้ำมันดิบที่อยู่ใกล้กว่า มีพร้อมส่ง และมีความเสี่ยงต่อความล่าช้าน้อยกว่า แม้จะไม่ใช่เกรดที่ต้องการมากที่สุดก็ตาม
ผลที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
ผลลัพธ์คือ การจับคู่น้ำมันดิบกับโรงกลั่นที่เหมาะสมที่สุดทั่วโลกมีประสิทธิภาพลดลง น้ำมันอาจมีอยู่ในระบบ แต่ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนถึงโรงกลั่นที่แปรรูปได้ด้วยต้นทุนต่ำที่สุด
ภาวะเรือตึงตัวไม่ได้ทำให้น้ำมันใต้ดินหายไปโดยตรง แต่จำกัดความเร็วและความแน่นอนในการส่งน้ำมันไปถึงโรงกลั่น การมาถึงล่าช้า การส่งมอบที่คาดเดาไม่ได้ และการได้เกรดน้ำมันไม่ตรงกับความต้องการ ล้วนทำให้การวางแผนเดินเครื่องโรงกลั่นซับซ้อนขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาการขนส่งน้ำมันจึงขยายความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงได้ หากโรงกลั่นไม่ได้รับน้ำมันที่เหมาะสมตรงเวลา ผลกระทบอาจลามจากส่วนต่างราคาน้ำมันดิบไปสู่สมดุลน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานในแต่ละภูมิภาค อย่างไรก็ดี ขนาดผลกระทบขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความปั่นป่วน ปริมาณสต็อก ความยืดหยุ่นของโรงกลั่น และเส้นทางทดแทน จึงไม่ควรสรุปว่าค่าระวางพุ่งทุกครั้งจะทำให้ราคาขายปลีกเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ความขาดแคลนที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ซื้อน้ำมัน กลับเพิ่มอำนาจทำเงินของเรือที่พร้อมให้เช่า Reuters รายงานในเดือนมิถุนายนว่าค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวอาหรับและเส้นทางเกี่ยวเนื่องเกือบเพิ่มเป็นสองเท่าท่ามกลางความปั่นป่วน และผู้ประกอบการทำกำไรในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ 3
รายได้แบบสปอตที่สูงขึ้นยังอาจหนุนมูลค่าเรือและมูลค่าบริษัท เพราะนักลงทุนคาดหวังกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง Signal Group ประเมินในเดือนกุมภาพันธ์ว่า VLCC อายุ 5 ปีมีมูลค่าเกิน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นราว 17% เมื่อเทียบรายปี 30 อย่างไรก็ตาม มูลค่านี้ยังขึ้นอยู่กับค่าระวางอย่างมาก หากเส้นทางกลับสู่ภาวะปกติและการใช้เรือลดลง ส่วนเพิ่มของมูลค่าอาจหายไปได้
เจ้าของเรือกำลังตอบสนองด้วยการสั่งต่อเรือจำนวนมาก Reuters ระบุว่าคำสั่งซื้อ VLCC ในปี 2026 สูงกว่ายอดรวมทั้งปี 2025 มากกว่าสองเท่า โดย Signal Group นับได้ 217 ลำ ขณะที่ Allied Shipbroking นับได้ 164 ลำ ซึ่งต่างกันตามชุดข้อมูล มูลค่าการสั่งซื้อรวมเกิน 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นคลื่นการสั่งต่อที่ใหญ่ที่สุดในรอบอย่างน้อย 25 ปี 17
แต่การสั่งต่อไม่ได้ทำให้มีเรือใช้ในทันที ราว 83% ของ VLCC ที่สั่งในครึ่งแรกของปี 2026 มีกำหนดส่งมอบในปี 2028 และ 2029 23 ดังนั้น สมุดคำสั่งต่อเรือในปัจจุบันจึงแทบไม่เพิ่มกำลังขนส่งในระยะใกล้ ขณะที่รูปแบบการค้าอันปั่นป่วนยังผูกเรือจำนวนมากไว้
สถานการณ์นี้สร้างความเสี่ยงได้สองทาง
วิธีเข้าใจภาวะขาดแคลนนี้ให้ชัดที่สุดคือ อย่าดูแค่จำนวนเรือในกองเรือโลก แต่ให้ดูว่า การขนส่งน้ำมันหนึ่งบาร์เรลจากผู้ขายไปถึงโรงกลั่นต้องใช้กำลังเรือกี่วัน
การเข้าถึงฮอร์มุซได้อย่างปกติและเชื่อถือได้ รวมถึงรูปแบบเดินเรือที่สั้นลง จะลดจำนวนวันดังกล่าวและปล่อยเรือกลับสู่ตลาด ในทางกลับกัน ความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อจะเพิ่มภาระต่อกำลังเรือ คำสั่งต่อเรือจำนวนมากมีความสำคัญต่อช่วงปลายทศวรรษนี้ แต่ค่าระวางระยะใกล้จะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของเส้นทาง ระยะเวลาเดินเรือ ความพร้อมของเรือ และการฟื้นการส่งออกจากตะวันออกกลางอย่างสม่ำเสมอเป็นหลัก
สำหรับผู้ซื้อน้ำมัน ข้อสรุปเชิงปฏิบัติชัดเจนคือ น้ำมันที่ถูกที่สุด ณ จุดบรรทุก ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำมันที่ถูกที่สุดเมื่อถึงโรงกลั่น ในตลาดเรือบรรทุกที่ตึงตัว ค่าระวางได้กลายเป็นตัวตัดสินสำคัญของการค้าน้ำมันดิบแล้ว 6
17
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
แรงกดดันหลักคือ “กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง” ลดลง เพราะความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ การรอคอย และเส้นทางที่ยาวขึ้น ทำให้เรือหนึ่งลำถูกใช้ไปนานกว่าเดิม
แรงกดดันหลักคือ “กำลังขนส่งที่ใช้งานได้จริง” ลดลง เพราะความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ การรอคอย และเส้นทางที่ยาวขึ้น ทำให้เรือหนึ่งลำถูกใช้ไปนานกว่าเดิม ค่าขนส่งจากฮิวสตันไปเอเชียราว 26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 52 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว ทำให้โรงกลั่นต้องเปรียบเทียบต้นทุนส่งมอบจริง ไม่ใช่ดูเพียงราคาน้ำมัน ณ จุดส่งออก
คำสั่งต่อเรือ VLCC ในปี 2026 พุ่งขึ้นมาก แต่ราว 83% ของเรือที่สั่งในครึ่งแรกของปีมีกำหนดส่งมอบในปี 2028 29 จึงยังไม่ช่วยคลายภาวะตึงตัวระยะสั้น