เนื่องจากโรงกลั่นเหล่านี้ผลิตเชื้อเพลิงส่วนสำคัญของประเทศ แม้การหยุดผลิตเพียงชั่วคราวก็สามารถส่งผลต่ออุปทาน การส่งออก และระดับการใช้กำลังการกลั่นทั่วประเทศได้
ขนาดของการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ข้อมูลคำนวณของ Reuters ระบุว่า โดรนยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียอย่างน้อย 16 แห่งระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2026 ซึ่งเกือบ สองเท่าของช่วงเดียวกันในปี 2025
การโจมตีเหล่านั้นทำให้กำลังการกลั่นของรัสเซีย หยุดชะงักประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน ในช่วงต่าง ๆ ของปี
นักวิเคราะห์ด้านพลังงานอธิบายว่า โรงกลั่นน้ำมันเป็นระบบที่ซับซ้อน หากส่วนสำคัญเพียงจุดเดียว เช่น หน่วยแปรรูปหรือถังเก็บน้ำมันเสียหาย ก็อาจทำให้โรงกลั่นต้องหยุดทำงานหลายสัปดาห์ระหว่างการซ่อมแซม
นอกจากตัวโรงกลั่นแล้ว การโจมตียังมุ่งไปที่ ท่อส่งน้ำมัน คลังเก็บ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออก ซึ่งยิ่งทำให้ระบบโลจิสติกส์ด้านเชื้อเพลิงของรัสเซียสะดุดมากขึ้น
ผลกระทบต่ออุปทานเริ่มเห็นได้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะใน เมืองเซวาสโตปอลในไครเมียซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ทางการท้องถิ่นได้เริ่มจำกัดการขายเชื้อเพลิงหลังการโจมตีโรงกลั่นทำให้อุปทานลดลง
มาตรการที่ใช้ ได้แก่
รายงานจากพื้นที่ยังระบุถึง
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่ามี “ปัญหาด้านโลจิสติกส์” และจำเป็นต้องจำกัดการขายเพื่อป้องกันการซื้อกักตุน
แม้ว่าการขาดแคลนเหล่านี้จะเกิดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าความเสียหายต่อโรงกลั่นสามารถส่งผลต่ออุปทานจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องพึ่งพาการขนส่งเชื้อเพลิงจากรัสเซียแผ่นดินใหญ่
เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเชื้อเพลิงภายในประเทศ รัฐบาลรัสเซียได้ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกหลายครั้ง
ในปี 2026 มอสโกประกาศแผน ห้ามส่งออกน้ำมันเบนซินตั้งแต่ 1 เมษายนถึง 31 กรกฎาคม เพื่อเก็บเชื้อเพลิงไว้ใช้ในประเทศและลดความเสี่ยงของราคาพุ่งหรือการขาดแคลน
มาตรการลักษณะนี้เคยถูกใช้มาก่อนในช่วงที่โรงกลั่นมีปัญหาหรือความต้องการภายในประเทศสูง แม้จะช่วยรักษาอุปทานภายใน แต่ก็ทำให้รายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลง
น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมยังคงเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจรัสเซีย ภาษีและรายได้จากการส่งออกในภาคพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของงบประมาณรัฐบาลกลาง
ดังนั้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานซ้ำ ๆ จึงมีผลกว้างกว่าการหยุดผลิตของโรงกลั่น นักวิเคราะห์ระบุว่ามันสามารถ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคและการพยากรณ์ระยะสั้นของรัสเซีย (TsMAKP) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล เตือนว่าการโจมตีท่าเรือและโรงกลั่นน้ำมันอาจ ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซียชะลอลง เพราะกระทบต่อการส่งออกและการผลิตน้ำมัน
ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มุ่งทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียทันที แต่เป็นการสร้าง แรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
รัสเซียยังคงมีกำลังการกลั่นจำนวนมาก และบางครั้งสามารถชดเชยการหยุดผลิตด้วยกำลังการผลิตสำรองหรือโรงกลั่นอื่น
อย่างไรก็ตาม การโจมตีซ้ำ ๆ ทำให้ระบบพลังงานทั้งระบบมีความเปราะบางมากขึ้น และเพิ่มต้นทุนในการรักษาเสถียรภาพของเครือข่ายพลังงาน
ผลกระทบจึงกระจายไปทั่วทั้งระบบ เช่น
การวัดผลกระทบทั้งหมดทำได้ยาก เนื่องจากทางการรัสเซียได้จำกัดการเผยแพร่สถิติการผลิตเชื้อเพลิงอย่างละเอียดตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
ดังนั้น การประเมินจำนวนกำลังการกลั่นที่หยุดชะงักหรือการลดลงของการผลิตจำนวนมากจึงอาศัย ข้อมูลจากแหล่งอุตสาหกรรม ภาพถ่ายดาวเทียม และการคำนวณของสำนักข่าวอย่าง Reuters มากกว่าข้อมูลทางการที่ครบถ้วน
ภายในปี 2026 การโจมตีด้วยโดรนของยูเครนได้กลายเป็นความท้าทายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของรัสเซีย โรงกลั่นสำคัญหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว กำลังการกลั่นส่วนใหญ่ของประเทศเคยถูกรบกวนในบางช่วง และเริ่มเกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิงเฉพาะพื้นที่รวมถึงการปันส่วน
ระบบพลังงานของรัสเซียยังคงทำงานได้ แต่การโจมตีต่อเนื่องได้สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่วัดได้ โดยลดปริมาณการกลั่น ทำให้การส่งออกซับซ้อนขึ้น และบังคับให้รัฐบาลต้องแทรกแซงตลาดเชื้อเพลิงภายในประเทศ
ผลลัพธ์จึงไม่ใช่การล่มสลายของอุตสาหกรรมน้ำมันรัสเซีย แต่เป็น แรงกดดันระยะยาวต่อหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจรัสเซีย
Comments
0 comments