อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังถ้อยคำที่สร้างความมั่นใจให้ตลาด ยังมีความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้หายไป
ขนาดของกลุ่ม Open Standard ถือว่าโดดเด่นมาก มีบริษัทการเงินและเทคโนโลยีมากกว่า 140 แห่งเข้าร่วม ตั้งแต่ผู้ให้บริการเครือข่ายชำระเงินอย่าง Visa, Mastercard, American Express และ Discover ไปจนถึงบริษัทการเงิน เช่น BlackRock, BNY และ Standard Chartered บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Google, Shopify และ IBM รวมถึงผู้เล่นคริปโตอย่าง Coinbase, Ripple, OKX และ Bybit
แนวคิดหลักของ OUSD ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่สร้างแรงกดดันต่อโมเดลเดิมอย่างชัดเจน นั่นคือ ธุรกิจสามารถสร้างและแลกคืนสเตเบิลคอยน์ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมและไม่มีเพดานปริมาณธุรกรรม ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยเกือบทั้งหมดจากสินทรัพย์สำรองจะถูกส่งกลับไปยังสมาชิกของกลุ่ม แทนที่จะตกอยู่กับผู้ออกเหรียญรายเดียว
โมเดลนี้ท้าทายเศรษฐศาสตร์ของ USDC โดยตรง เพราะ Circle เป็นผู้เก็บผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำรองของ USDC เป็นส่วนสำคัญของรายได้ บริษัทจึงพยายามชูข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายที่สั่งสมมาแล้ว โดย Jeremy Allaire ซีอีโอของ Circle กล่าวถึงปริมาณธุรกรรมบนเครือข่ายในไตรมาส 1 ปี 2026 ราว 21.5–30 ล้านล้านดอลลาร์ และยอด USDC ที่หมุนเวียนประมาณ 77,000 ล้านดอลลาร์
แต่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นสะท้อนว่า นักลงทุนยังมองภัยคุกคามจาก OUSD เป็นเรื่องจริง
ทั้งสามบริษัทใช้การประชุมรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 เพื่อชี้แจงโดยตรงว่า การสนับสนุน OUSD ไม่ได้แปลว่าจะเลิกใช้ USDC จุดยืนร่วมกันคือ บริษัทเหล่านี้ต้องการอยู่ในโลกที่มีสเตเบิลคอยน์หลายสกุล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ลูกค้าต้องการ
นักลงทุนรายใหญ่ของ Open Standard ก็ออกมาระบุว่า OUSD “ออกแบบมาเพื่อเสริม ไม่ใช่เพื่อแทนที่” USDC
แม้ข้อความสื่อสารจากบริษัทต่าง ๆ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ประเด็นที่ทำให้นักลงทุนยังจับตายังคงมีอยู่หลายด้าน
1. รายได้อาจถูกแย่งส่วนแบ่ง
หัวใจของ OUSD คือการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตลาดสเตเบิลคอยน์เสียใหม่ ขณะที่โมเดล USDC เปิดทางให้ Circle เก็บผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำรอง OUSD เสนอแบ่งรายได้ดังกล่าวให้บริษัทสมาชิก หากผู้ออกเหรียญและแพลตฟอร์มซื้อขายสามารถสร้าง OUSD ได้ฟรีหรือมีต้นทุนใกล้ศูนย์ รายได้ของ USDC และมูลค่าที่นักลงทุนให้กับหุ้น Circle ก็อาจลดลง
2. Coinbase มีแรงจูงใจที่ขัดแย้งกันเอง
Coinbase เป็นพันธมิตรจัดจำหน่ายที่สำคัญที่สุดรายหนึ่งของ USDC โดยบริษัทเก็บรายได้ดอกเบี้ยทั้งหมดจาก USDC ที่ถืออยู่บนแพลตฟอร์ม และแบ่งรายได้จากสินทรัพย์สำรองส่วนที่เหลือครึ่งหนึ่งให้ Circle
ขณะเดียวกัน Coinbase ก็เป็นสมาชิกของกลุ่ม OUSD สถานะสองด้านนี้ทำให้บริษัทต้องรักษารายได้จาก USDC ไปพร้อมกับคว้าโอกาสจากเหรียญคู่แข่งที่อาจเข้ามากดดันรายได้ดังกล่าว ข้อตกลงแบ่งรายได้ระหว่าง Coinbase กับ Circle มีกำหนดหมดอายุในวันที่ 18 สิงหาคม 2026 และจะต้องเจรจาเงื่อนไขกันใหม่
3. หุ้น Circle ยังไม่ฟื้นตัว
หลังมีการประกาศกลุ่ม OUSD เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน หุ้น Circle ร่วงลง 15–20% และในช่วงต้นเดือนสิงหาคมยังไม่สามารถชดเชยการปรับตัวลงดังกล่าวได้ ภาพนี้บ่งชี้ว่า นักลงทุนยังมองการแข่งขันเป็นความเสี่ยงจริง แม้บริษัทพันธมิตรจะย้ำว่ากำลังเดินหน้ากลยุทธ์สเตเบิลคอยน์หลายเครือข่าย
4. โครงสร้างการกำกับดูแลไม่เหมือนกัน
USDC อยู่ภายใต้การควบคุมของ Circle ในท้ายที่สุด ส่วน OUSD จะอยู่ภายใต้ Open Standard ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีบริษัทสมาชิกมากกว่า 140 แห่งร่วมกำกับดูแล ดังนั้น การตัดสินใจของกลุ่ม OUSD อาจไม่ได้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของ USDC หรือ Circle เสมอไป
คำยืนยันจาก Coinbase, Visa และ Mastercard ว่าจะสนับสนุนทั้ง USDC และ OUSD นั้นเป็นข้อเท็จจริง และน่าจะสะท้อนแนวทางการทำธุรกิจในระยะใกล้ แต่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างยังชัดเจน เพราะโมเดลรายได้ของ OUSD มุ่งท้าทายแหล่งรายได้เดียวกับที่หล่อเลี้ยงธุรกิจของ Circle ขณะที่บริษัทที่กำลังปลอบใจตลาดก็เป็นบริษัทกลุ่มเดียวกับที่ร่วมสร้างคู่แข่งขึ้นมา
OUSD คาดว่าจะเปิดใช้งานในช่วงปลายปี 2026 โดยเริ่มต้นบน Solana, Stellar, Base และ Polygon ความสำเร็จของเหรียญจะไม่ได้วัดจากรายชื่อพันธมิตรเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการใช้งานด้านการชำระเงินจริง สภาพคล่อง และการยอมรับจากร้านค้า
ในตอนนี้ ตลาดสเตเบิลคอยน์กำลังจับตาว่า คำพูดเรื่อง “หลายสกุลในตลาดเดียวกัน” จะยังคงเป็นจริงหรือไม่ เมื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ USDC และ OUSD เริ่มเดินไปคนละทิศทาง