คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ 'Trump premium' คือกลยุทธ์การลงทุนที่เลือกซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศที่มีผู้นำใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ เช่น อาร์เจนตินา และเอกวาดอร์ ขณะที่เทขายหรือหลีกเลี่ยงประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ อาร์เจนตินาคือดาวเด่นของกลยุทธ์นี้ โดยได้ทั้งเงินกู้ IMF 2 หมื่นล้านดอลลาร์และข้อตกลงการค้าเสรี ขณะที่เอกวาดอร์กลับมาระดมทุนในตลาดโลกได้สำเร็จด้วยดีล 4 พันล้านดอลลาร์ คมดาบอีกด้านเผยให้เห็นว่า 'การเป็นเพื่อน' ไม่ใช่ใบเบิกทางเสมอไป อินเดียพลาดโอกาส ขณะที่สงครามอิหร่านจุดชนวนการเทขายพันธบัตรทั่วโลก ดันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะ 5.20% กระทบเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบางอย่างหนัก How has the "Trump premium" reshaped emerging-market bond investing, and what are its key winners (Argentina, Ecuador, El Salvador), limits The 'Trump premium' has redrawn the map of emerging-market bond investing, creating clear winners and exposing new risks. (Image: AI-generated) AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has the "Trump premium" reshaped emerging-market bond investing, and what are its key winners (Argentina, Ecuador, El Salvador), limits. Article summary: Here is how the "Trump premium" has reshaped emerging-market bond investing, based on the February 2026 Bloomberg report and analysis from money managers at T. Rowe Price, TCW Group, Ninety One, and Vanguard [6].. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "A flurry of White House economic and trade policies intended to put “America First” have yielded unexpected returns in developing economies around the world. It’s a timely reminder" source context "How Trump Has Made Emerging Market Assets Great Again" Reference image 2: visual subject "A flurry of White House economic an
openai.com ผู้จัดการกองทุนระดับโลกกำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ กลยุทธ์ที่รู้จักกันในชื่อ "Trump premium" หรือ "ค่าพรีเมียมทรัมป์" กำลังพลิกโฉมตลาดเกิดใหม่ โดยนักลงทุนเทเม็ดเงินมหาศาลเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่ผู้นำมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันก็ถอนทุนออกจากประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปรปักษ์ สิ่งนี้กำลังสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างผู้ชนะที่ได้รับอภิสิทธิ์ทางการทูตและการเข้าถึงตลาดเงิน กับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เมื่อการเทขายพันธบัตรทั่วโลกที่ปะทุจากวิกฤตอิหร่านกำลังเปิดโปงข้อจำกัดอันแสนจะเปราะบางของการค้าที่อิงกับการเมือง
ผู้ชนะในเกมภูมิรัฐศาสตร์: สายสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยนเป็นผลตอบแทน
ผลกำไรของกลยุทธ์นี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในละตินอเมริกา ซึ่งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทำเนียบขาวส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนในตลาด
อาร์เจนตินา คือโปสเตอร์ระดับมาสเตอร์พีซของกลยุทธ์นี้ ประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเลย์ ผู้สนับสนุนตัวยงของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหรัฐฯ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งรวมถึงเงินกู้ Extended Fund Facility จาก IMF มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ และวงเงิน swap line สกุลเงินจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีก 20,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีการลงนามข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Trade and Investment Agreement) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ผลที่ตามมาคือ พันธบัตรของอาร์เจนตินาพุ่งทะยาน โดยให้ผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 3.6% ในเดือนมกราคม 2026 เพียงเดือนเดียว
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "ไขรหัส 'Trump Premium' ในตลาดเกิดใหม่: ใครได้ ใครเสีย กับดาบสองคมที่นักลงทุนต้องรู้" คืออะไร 'Trump premium' คือกลยุทธ์การลงทุนที่เลือกซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศที่มีผู้นำใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ เช่น อาร์เจนตินา และเอกวาดอร์ ขณะที่เทขายหรือหลีกเลี่ยงประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? 'Trump premium' คือกลยุทธ์การลงทุนที่เลือกซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศที่มีผู้นำใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ เช่น อาร์เจนตินา และเอกวาดอร์ ขณะที่เทขายหรือหลีกเลี่ยงประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ อาร์เจนตินาคือดาวเด่นของกลยุทธ์นี้ โดยได้ทั้งเงินกู้ IMF 2 หมื่นล้านดอลลาร์และข้อตกลงการค้าเสรี ขณะที่เอกวาดอร์กลับมาระดมทุนในตลาดโลกได้สำเร็จด้วยดีล 4 พันล้านดอลลาร์
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? คมดาบอีกด้านเผยให้เห็นว่า 'การเป็นเพื่อน' ไม่ใช่ใบเบิกทางเสมอไป อินเดียพลาดโอกาส ขณะที่สงครามอิหร่านจุดชนวนการเทขายพันธบัตรทั่วโลก ดันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะ 5.20% กระทบเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบางอย่างหนัก
คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ 'Trump premium' คือกลยุทธ์การลงทุนที่เลือกซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศที่มีผู้นำใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ เช่น อาร์เจนตินา และเอกวาดอร์ ขณะที่เทขายหรือหลีกเลี่ยงประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ อาร์เจนตินาคือดาวเด่นของกลยุทธ์นี้ โดยได้ทั้งเงินกู้ IMF 2 หมื่นล้านดอลลาร์และข้อตกลงการค้าเสรี ขณะที่เอกวาดอร์กลับมาระดมทุนในตลาดโลกได้สำเร็จด้วยดีล 4 พันล้านดอลลาร์ คมดาบอีกด้านเผยให้เห็นว่า 'การเป็นเพื่อน' ไม่ใช่ใบเบิกทางเสมอไป อินเดียพลาดโอกาส ขณะที่สงครามอิหร่านจุดชนวนการเทขายพันธบัตรทั่วโลก ดันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะ 5.20% กระทบเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบางอย่างหนัก How has the "Trump premium" reshaped emerging-market bond investing, and what are its key winners (Argentina, Ecuador, El Salvador), limits The 'Trump premium' has redrawn the map of emerging-market bond investing, creating clear winners and exposing new risks. (Image: AI-generated) AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has the "Trump premium" reshaped emerging-market bond investing, and what are its key winners (Argentina, Ecuador, El Salvador), limits. Article summary: Here is how the "Trump premium" has reshaped emerging-market bond investing, based on the February 2026 Bloomberg report and analysis from money managers at T. Rowe Price, TCW Group, Ninety One, and Vanguard [6].. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "A flurry of White House economic and trade policies intended to put “America First” have yielded unexpected returns in developing economies around the world. It’s a timely reminder" source context "How Trump Has Made Emerging Market Assets Great Again" Reference image 2: visual subject "A flurry of White House economic an
openai.com ผู้จัดการกองทุนระดับโลกกำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ กลยุทธ์ที่รู้จักกันในชื่อ "Trump premium" หรือ "ค่าพรีเมียมทรัมป์" กำลังพลิกโฉมตลาดเกิดใหม่ โดยนักลงทุนเทเม็ดเงินมหาศาลเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่ผู้นำมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะเดียวกันก็ถอนทุนออกจากประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปรปักษ์ สิ่งนี้กำลังสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างผู้ชนะที่ได้รับอภิสิทธิ์ทางการทูตและการเข้าถึงตลาดเงิน กับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เมื่อการเทขายพันธบัตรทั่วโลกที่ปะทุจากวิกฤตอิหร่านกำลังเปิดโปงข้อจำกัดอันแสนจะเปราะบางของการค้าที่อิงกับการเมือง
ผู้ชนะในเกมภูมิรัฐศาสตร์: สายสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยนเป็นผลตอบแทน
ผลกำไรของกลยุทธ์นี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในละตินอเมริกา ซึ่งความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทำเนียบขาวส่งผลโดยตรงต่อผลตอบแทนในตลาด
อาร์เจนตินา คือโปสเตอร์ระดับมาสเตอร์พีซของกลยุทธ์นี้ ประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเลย์ ผู้สนับสนุนตัวยงของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสหรัฐฯ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งรวมถึงเงินกู้ Extended Fund Facility จาก IMF มูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์ และวงเงิน swap line สกุลเงินจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาอีก 20,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีการลงนามข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Trade and Investment Agreement) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ผลที่ตามมาคือ พันธบัตรของอาร์เจนตินาพุ่งทะยาน โดยให้ผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 3.6% ในเดือนมกราคม 2026 เพียงเดือนเดียว
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "ไขรหัส 'Trump Premium' ในตลาดเกิดใหม่: ใครได้ ใครเสีย กับดาบสองคมที่นักลงทุนต้องรู้" คืออะไร 'Trump premium' คือกลยุทธ์การลงทุนที่เลือกซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศที่มีผู้นำใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ เช่น อาร์เจนตินา และเอกวาดอร์ ขณะที่เทขายหรือหลีกเลี่ยงประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? 'Trump premium' คือกลยุทธ์การลงทุนที่เลือกซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศที่มีผู้นำใกล้ชิดกับรัฐบาลทรัมป์ เช่น อาร์เจนตินา และเอกวาดอร์ ขณะที่เทขายหรือหลีกเลี่ยงประเทศที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ อาร์เจนตินาคือดาวเด่นของกลยุทธ์นี้ โดยได้ทั้งเงินกู้ IMF 2 หมื่นล้านดอลลาร์และข้อตกลงการค้าเสรี ขณะที่เอกวาดอร์กลับมาระดมทุนในตลาดโลกได้สำเร็จด้วยดีล 4 พันล้านดอลลาร์
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? คมดาบอีกด้านเผยให้เห็นว่า 'การเป็นเพื่อน' ไม่ใช่ใบเบิกทางเสมอไป อินเดียพลาดโอกาส ขณะที่สงครามอิหร่านจุดชนวนการเทขายพันธบัตรทั่วโลก ดันผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะ 5.20% กระทบเศรษฐกิจเอเชียที่เปราะบางอย่างหนัก
เอกวาดอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ได้รับอภิสิทธิ์ ประธานาธิบดี ดาเนียล โนโบอา ชนะใจวอชิงตันด้วยการให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดและอาวุธ พันธบัตรของประเทศให้ผลตอบแทนราว 3% ในเดือนมกราคม 2026 และเอกวาดอร์ยังประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการกลับสู่ตลาดหนี้โลกครั้งแรกนับตั้งแต่ปรับโครงสร้างหนี้เมื่อปี 2020
เอลซัลวาดอร์ ก็เป็นอีกประเทศที่พันธบัตรมีผลงานเหนือกว่าตลาด โดยได้อานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าหาประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน
ในมุมของการลงทุนแบบเก็งกำไร เวเนซุเอลา กลายเป็นตัวเลือกระดับความเสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูง พันธบัตรที่ผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลและบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA มีราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่สหรัฐฯ จับกุม นิโคลัส มาดูโร ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 นักวิเคราะห์จาก TCW อย่าง เดวิด ร็อบบินส์ มองว่าศักยภาพในการกู้คืนมูลค่าขั้นสุดท้ายอาจสูงถึง 60 เซนต์ต่อดอลลาร์ จากเดิมราว 40 เซนต์ โดยตั้งอยู่บนความคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการปรับโครงสร้างหนี้ก้อนโตประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์
ข้อจำกัด: สายสัมพันธ์ทางการเมืองลบความเสี่ยงพื้นฐานไม่ได้ ความสัมพันธ์อันอบอุ่นกับทำเนียบขาวไม่ได้ลบล้างความเสี่ยงด้านเครดิตขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด ข้อมูลดัชนี EMBI ของ J.P. Morgan ประจำเดือนเมษายน 2026 ชี้ว่า แม้แต่รัฐบาลที่เป็นมิตรกับทรัมป์ก็ยังมีค่าความเสี่ยงประเทศ (Country Risk Spread) ในระดับสูงลิบลิ่ว โดยเวเนซุเอลาอยู่ที่ 5,557 basis points ตามด้วยอาร์เจนตินาที่ 556, เอกวาดอร์ที่ 411 และเอลซัลวาดอร์ที่ 318 basis points ซึ่งสูงกว่าระดับของประเทศที่มีเสถียรภาพอย่างอุรุกวัย (62) หรือชิลี (83) อย่างมาก ดังที่ Bloomberg Línea รายงานว่า "การเข้าถึงวอชิงตันไม่ได้แปลว่าจะได้รับความเชื่อมั่นจากวอลล์สตรีทโดยอัตโนมัติ"
อินเดีย คือตัวอย่างที่เด่นชัดของประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ แต่กลับล้มเหลวในการได้รับประโยชน์ แม้จะมีความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีในภาพรวม แต่อินเดียก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับรัฐบาลทรัมป์ได้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินเดียไปมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2026 ต่อเนื่องจากสถิติการไหลออกที่ทำลายสถิติในปีก่อนหน้า เงินรูปีอ่อนค่าลงมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วง 12 เดือน ทำให้เป็นหนึ่งในไม่กี่สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่าลงในช่วงเวลาดังกล่าว
ความแตกต่างนี้ตอกย้ำความเป็นจริงที่แสนเย็นชา: แค่การมีจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตรงกันไม่เพียงพอ การเข้าถึงตลาด ข้อตกลงทางการค้า และการทูตระดับผู้นำแบบตัวต่อตัว ดูจะเป็นสกุลเงินที่แท้จริงของกลยุทธ์ "Trump premium"
วิกฤตอิหร่าน: แรงสั่นสะเทือนที่ไม่เลือกปฏิบัติ ความเปราะบางของกลยุทธ์นี้ถูกเปิดโปงโดยแรงกระแทกที่ไม่สนใจว่าใครเป็นมิตรกับใคร นั่นคือวิกฤตการณ์อิหร่าน การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจุดชนวนให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและเพิ่มแรงคาดการณ์ด้านเงินเฟ้อทั่วโลก ก่อให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตรเป็นวงกว้าง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะระดับ 5.16% และในที่สุดก็พุ่งขึ้นไปที่ 5.20% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นเดือนแรกของสงคราม หุ้นในตลาดเกิดใหม่ (MSCI EM) ดิ่งลงถึง 13.3%
สามประเทศที่เปราะบางที่สุดในเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย เผชิญกับเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่ร่วงลงอย่างรุนแรง สร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ท่ามกลางความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจากวิกฤตราคาน้ำมัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของอินเดียกระโดดขึ้น 6 basis points ไปอยู่ที่เกือบ 7% หลังจากที่การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว
การเทขายครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งมิตรและศัตรูอย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแรงกระแทกจากปัจจัยมหภาคระดับโลกสามารถทำลาย "ค่าพรีเมียม" ที่ได้จากสายสัมพันธ์กับทำเนียบขาวได้อย่างราบคาบ
ดาบสองคมที่แท้จริง Thys Louw จาก Ninety One ได้สรุปความเสี่ยงหลักของกลยุทธ์นี้ไว้อย่างตรงประเด็นว่า "นี่คือดาบสองคมสำหรับตลาด: มันมีแนวโน้มที่จะให้ประโยชน์กับประเทศที่มีแนวร่วมทางการเมืองเดียวกัน ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายซ้าย สหรัฐฯ อาจใช้เครื่องมือเชิงนโยบายกดดัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาด"
ธรรมชาติของดาบสองคมนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้ว ประเทศที่มีแนวร่วมเดียวกันจะได้รับการทูตทางการเงินแบบพิเศษสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ IMF 20,000 ล้านดอลลาร์ให้อาร์เจนตินา หรือการกลับสู่ตลาดพันธบัตรของเอกวาดอร์ ในทางกลับกัน ประเทศที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายซ้ายต้องเผชิญกับแรงต้านทาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Gramercy ได้ออกมาเตือนว่า รัฐบาลในซีกโลกตะวันตกควรเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกดดันที่หนักขึ้นจากรัฐบาลทรัมป์ให้ "เลือกข้าง"
บรรดาผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอกำลังปรับกลยุทธ์ตามความเป็นจริงนี้ แอรอน กิฟฟอร์ด จาก T. Rowe ระมัดระวังพันธบัตรปานามามากขึ้น จากความกังวลว่าทรัมป์จะเพิ่มแรงกดดันเรื่องคลองปานามา ด้าน TCW ก็เริ่มชะลอการลงทุนในเม็กซิโก ซึ่งข้อตกลงการค้า USMCA กำลังจะถูกนำกลับมาเจรจาใหม่
สรุปความเป็นจริงใหม่ของโลกการลงทุนนี้ได้ด้วยคำพูดของ Mauro Favini จาก Vanguard ที่ว่า "เมื่อคุณนำภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาผสม หลายสิ่งก็จะเปลี่ยนไป คุณต้องใช้แผนการเล่นที่ยืดหยุ่นมากขึ้น" สำหรับนักลงทุนแล้ว นั่นหมายถึงการไล่ตามผลตอบแทนเมื่อกระแสลมการเมืองพัดไปในทิศทางที่เอื้อ แต่ต้องคอยจับตาดูเส้นขอบฟ้าอยู่เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพายุลูกใหม่ที่ไม่สนใจว่าใครคือเพื่อนของประธานาธิบดี
เอกวาดอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งผู้ได้รับอภิสิทธิ์ ประธานาธิบดี ดาเนียล โนโบอา ชนะใจวอชิงตันด้วยการให้ความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดและอาวุธ พันธบัตรของประเทศให้ผลตอบแทนราว 3% ในเดือนมกราคม 2026 และเอกวาดอร์ยังประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,000 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการกลับสู่ตลาดหนี้โลกครั้งแรกนับตั้งแต่ปรับโครงสร้างหนี้เมื่อปี 2020
เอลซัลวาดอร์ ก็เป็นอีกประเทศที่พันธบัตรมีผลงานเหนือกว่าตลาด โดยได้อานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าหาประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกับสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน
ในมุมของการลงทุนแบบเก็งกำไร เวเนซุเอลา กลายเป็นตัวเลือกระดับความเสี่ยงสูง-ผลตอบแทนสูง พันธบัตรที่ผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลและบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA มีราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่สหรัฐฯ จับกุม นิโคลัส มาดูโร ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 นักวิเคราะห์จาก TCW อย่าง เดวิด ร็อบบินส์ มองว่าศักยภาพในการกู้คืนมูลค่าขั้นสุดท้ายอาจสูงถึง 60 เซนต์ต่อดอลลาร์ จากเดิมราว 40 เซนต์ โดยตั้งอยู่บนความคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการปรับโครงสร้างหนี้ก้อนโตประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์
ข้อจำกัด: สายสัมพันธ์ทางการเมืองลบความเสี่ยงพื้นฐานไม่ได้ ความสัมพันธ์อันอบอุ่นกับทำเนียบขาวไม่ได้ลบล้างความเสี่ยงด้านเครดิตขั้นพื้นฐานแต่อย่างใด ข้อมูลดัชนี EMBI ของ J.P. Morgan ประจำเดือนเมษายน 2026 ชี้ว่า แม้แต่รัฐบาลที่เป็นมิตรกับทรัมป์ก็ยังมีค่าความเสี่ยงประเทศ (Country Risk Spread) ในระดับสูงลิบลิ่ว โดยเวเนซุเอลาอยู่ที่ 5,557 basis points ตามด้วยอาร์เจนตินาที่ 556, เอกวาดอร์ที่ 411 และเอลซัลวาดอร์ที่ 318 basis points ซึ่งสูงกว่าระดับของประเทศที่มีเสถียรภาพอย่างอุรุกวัย (62) หรือชิลี (83) อย่างมาก ดังที่ Bloomberg Línea รายงานว่า "การเข้าถึงวอชิงตันไม่ได้แปลว่าจะได้รับความเชื่อมั่นจากวอลล์สตรีทโดยอัตโนมัติ"
อินเดีย คือตัวอย่างที่เด่นชัดของประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ แต่กลับล้มเหลวในการได้รับประโยชน์ แม้จะมีความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดีในภาพรวม แต่อินเดียก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับรัฐบาลทรัมป์ได้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินเดียไปมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2026 ต่อเนื่องจากสถิติการไหลออกที่ทำลายสถิติในปีก่อนหน้า เงินรูปีอ่อนค่าลงมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วง 12 เดือน ทำให้เป็นหนึ่งในไม่กี่สกุลเงินตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่าลงในช่วงเวลาดังกล่าว
ความแตกต่างนี้ตอกย้ำความเป็นจริงที่แสนเย็นชา: แค่การมีจุดยืนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตรงกันไม่เพียงพอ การเข้าถึงตลาด ข้อตกลงทางการค้า และการทูตระดับผู้นำแบบตัวต่อตัว ดูจะเป็นสกุลเงินที่แท้จริงของกลยุทธ์ "Trump premium"
วิกฤตอิหร่าน: แรงสั่นสะเทือนที่ไม่เลือกปฏิบัติ ความเปราะบางของกลยุทธ์นี้ถูกเปิดโปงโดยแรงกระแทกที่ไม่สนใจว่าใครเป็นมิตรกับใคร นั่นคือวิกฤตการณ์อิหร่าน การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซจุดชนวนให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและเพิ่มแรงคาดการณ์ด้านเงินเฟ้อทั่วโลก ก่อให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตรเป็นวงกว้าง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี แตะระดับ 5.16% และในที่สุดก็พุ่งขึ้นไปที่ 5.20% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007
ในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งเป็นเดือนแรกของสงคราม หุ้นในตลาดเกิดใหม่ (MSCI EM) ดิ่งลงถึง 13.3%
สามประเทศที่เปราะบางที่สุดในเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย เผชิญกับเงินทุนไหลออกและค่าเงินที่ร่วงลงอย่างรุนแรง สร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ท่ามกลางความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจากวิกฤตราคาน้ำมัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของอินเดียกระโดดขึ้น 6 basis points ไปอยู่ที่เกือบ 7% หลังจากที่การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลว
การเทขายครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งมิตรและศัตรูอย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าแรงกระแทกจากปัจจัยมหภาคระดับโลกสามารถทำลาย "ค่าพรีเมียม" ที่ได้จากสายสัมพันธ์กับทำเนียบขาวได้อย่างราบคาบ
ดาบสองคมที่แท้จริง Thys Louw จาก Ninety One ได้สรุปความเสี่ยงหลักของกลยุทธ์นี้ไว้อย่างตรงประเด็นว่า "นี่คือดาบสองคมสำหรับตลาด: มันมีแนวโน้มที่จะให้ประโยชน์กับประเทศที่มีแนวร่วมทางการเมืองเดียวกัน ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายซ้าย สหรัฐฯ อาจใช้เครื่องมือเชิงนโยบายกดดัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาด"
ธรรมชาติของดาบสองคมนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจนแล้ว ประเทศที่มีแนวร่วมเดียวกันจะได้รับการทูตทางการเงินแบบพิเศษสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ IMF 20,000 ล้านดอลลาร์ให้อาร์เจนตินา หรือการกลับสู่ตลาดพันธบัตรของเอกวาดอร์ ในทางกลับกัน ประเทศที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายซ้ายต้องเผชิญกับแรงต้านทาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Gramercy ได้ออกมาเตือนว่า รัฐบาลในซีกโลกตะวันตกควรเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกดดันที่หนักขึ้นจากรัฐบาลทรัมป์ให้ "เลือกข้าง"
บรรดาผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอกำลังปรับกลยุทธ์ตามความเป็นจริงนี้ แอรอน กิฟฟอร์ด จาก T. Rowe ระมัดระวังพันธบัตรปานามามากขึ้น จากความกังวลว่าทรัมป์จะเพิ่มแรงกดดันเรื่องคลองปานามา ด้าน TCW ก็เริ่มชะลอการลงทุนในเม็กซิโก ซึ่งข้อตกลงการค้า USMCA กำลังจะถูกนำกลับมาเจรจาใหม่
สรุปความเป็นจริงใหม่ของโลกการลงทุนนี้ได้ด้วยคำพูดของ Mauro Favini จาก Vanguard ที่ว่า "เมื่อคุณนำภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาผสม หลายสิ่งก็จะเปลี่ยนไป คุณต้องใช้แผนการเล่นที่ยืดหยุ่นมากขึ้น" สำหรับนักลงทุนแล้ว นั่นหมายถึงการไล่ตามผลตอบแทนเมื่อกระแสลมการเมืองพัดไปในทิศทางที่เอื้อ แต่ต้องคอยจับตาดูเส้นขอบฟ้าอยู่เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพายุลูกใหม่ที่ไม่สนใจว่าใครคือเพื่อนของประธานาธิบดี