ปรากฏการณ์ 'หุ้นไดโนเสาร์' คืนชีพในปี 2026: 7 หุ้นเทคโนโลยีจากยุคดอตคอม อาทิ Dell, Intel และ Nokia พุ่งเฉลี่ย 158% เพิ่มมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขานรับกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มหาศาล [33][34] Dell ครองตำแหน่งผู้นำตลาดเซิร์ฟเวอร์ AI ด้วยยอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Backlog) สูงเป็นประวัติการณ์ถึง...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How has the 2026 AI infrastructure boom revived once-overlooked “dinosaur” tech stocks such as Dell, Intel, and Nokia, what market-value gai. Article summary: ## The "Dinosaur" Tech Stock Revival of 2026. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Image for Dell stock skyrockets on AI demand: Can Dell become the next AI infrastructure giant as Wall Street rushes into Dell shares?" source context "Business News Live, Share Market News - Read Latest Finance News, IPO, Mutual Funds News" Reference image 2: visual subject "Image for At Computex, Nvidia and Taiwan's expanding role in AI infrastructure set to take centre stage" source context "Business News Live, Share Market News - Read Latest Finance News, IPO, Mutual Funds News" St
คลื่นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพลิกโฉมกฎเกณฑ์ของตลาดหุ้นในปี 2026 อย่างสิ้นเชิง โดยได้สูบฉีดชีวิตใหม่ให้กับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรุ่นเก๋าที่เคยถูกปรามาสว่าเป็น "ไดโนเสาร์" แห่งวงการ หุ้นของ 7 บริษัทชื่อดังสัญลักษณ์แห่งยุคดอตคอมและก่อนหน้า — Dell, Nokia, Intel, Lenovo, Micron, Texas Instruments และ Cisco — ได้ทะยานขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 158% ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มมูลค่าตลาดรวมกันอย่างน่าทึ่งถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 61.2 ล้านล้านบาท) การพุ่งขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างเด็ดขาดของกระแสการลงทุนใน AI และพิสูจน์ให้เห็นว่าประโยชน์จากยุคทองนี้กำลังไหลไปสู่ห่วงโซ่อุปทานฮาร์ดแวร์ทั้งหมด ซึ่งกว้างไกลเกินกว่าผู้ออกแบบชิประดับแนวหน้าที่เคยครองพื้นที่ข่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ไม่มีบริษัทใดที่สะท้อนถึงการฟื้นคืนชีพได้ดีไปกว่า Dell Technologies หลังจากหลายปีที่ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้จำหน่ายพีซีและเซิร์ฟเวอร์ที่เติบโตช้า Dell ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสถาปนิกหลักของยุค AI บริษัทปิดปีงบประมาณ 2026 ด้วยรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 113.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า หัวใจสำคัญของการเติบโตนี้ชัดเจนอย่างปฏิเสธไม่ได้: เซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งสำหรับ AI
กลุ่มธุรกิจ Infrastructure Solutions Group (ISG) ซึ่งดูแลธุรกิจเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูล มีรายได้เติบโตถึง 40% ต่อปี ตลอดทั้งปีงบประมาณ Dell จัดส่งเซิร์ฟเวอร์ AI มูลค่ารวม 25.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าสองเท่าของปีก่อนหน้า และมียอดคำสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI รวมกว่า 64.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ตัวเลขที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือยอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Backlog): Dell สิ้นปีงบประมาณ 2026 ด้วยยอด คำสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI คงค้างมูลค่าสูงถึง 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังไม่ได้ส่งมอบ นับเป็นเครื่องยืนยันรายได้ในอนาคตที่แข็งแกร่ง
แรงส่งดังกล่าวส่งต่อไปยังปีงบประมาณใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 ของ Dell สร้างผลงานเหนือความคาดหมายอย่างถล่มทลาย ด้วยรายได้ 43.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เพียง 35.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีกำไรต่อหุ้นปรับปรุง (Adjusted EPS) ที่ 4.86 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.96 ดอลลาร์สหรัฐอย่างมาก เฉพาะรายได้จากเซิร์ฟเวอร์ AI ในไตรมาสนี้สูงถึง 16.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทต้องปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปีเป็น 17.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น จากเดิม 12.90 ดอลลาร์สหรัฐ
Jeff Clarke ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ได้สรุปความรู้สึกของตลาดด้วยการกล่าวว่า "ไม่มีสัญญาณของการชะลอตัว" ในความต้องการฮาร์ดแวร์ AI ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ช่วยส่งให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นประมาณ 40% ในวันเดียวหลังจากรายงานผลประกอบการ
การพุ่งขึ้นของ Intel ในปี 2026 คือหนึ่งในเรื่องราวการพลิกฟื้นธุรกิจ (Turnaround) ที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท ราคาหุ้นของบริษัทซึ่งซบเซามานานหลายปีเพราะความผิดพลาดด้านการผลิตและการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ได้พุ่งขึ้นราว 222-225% นับตั้งแต่ต้นปี ในเดือนพฤษภาคม ราคาหุ้น Intel ได้ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 133 ดอลลาร์สหรัฐ ทุบสถิติเดิมที่ยืนหยัดมานานถึง 26 ปี
ตัวเร่งปฏิกิริยาคือส่วนผสมอันทรงพลังของความต้องการที่เพิ่มขึ้นจาก AI และความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นใหม่ในกลยุทธ์การเป็นโรงงานรับจ้างผลิตชิป (Foundry) ภายใต้ซีอีโอ Lip-Bu Tan กลุ่มธุรกิจ Data Center and AI (DCAI) ของ Intel ซึ่งขายซีพียู Xeon สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกนำไปใช้ในงานประมวลผล AI (Inference) มากขึ้น เติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก ในขณะเดียวกัน ส่วนธุรกิจ Intel Foundry มีรายได้พุ่งกระฉูดถึง 175% โดยได้แรงหนุนจากข้อตกลงเบื้องต้นกับ Apple ในการสำรวจโอกาสผลิตชิปในสหรัฐอเมริกา
เรื่องราวของ "Agentic CPU" และทางเลือกในการผลิตของ Intel ได้รีเซ็ตมุมมองของนักลงทุนไปอย่างสิ้นเชิง โดยกำไรต่อหุ้น (Non-GAAP) ในไตรมาสแรกที่ 0.29 ดอลลาร์สหรัฐ ถล่มทลายค่าคาดการณ์ของตลาดที่เพียง 0.0127 ดอลลาร์สหรัฐอย่างราบคาบ
สมาชิกที่สร้างความประหลาดใจที่สุดในกลุ่มหุ้นคืนชีพนี้คือ Nokia บริษัทที่ถูกตีกรอบมานานว่าเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมที่โตช้าและอิ่มตัว ในปี 2026 ราคาหุ้นของ Nokia พุ่งขึ้นมากกว่า 140% เนื่องจากตลาดประเมินมูลค่าใหม่ให้เป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยอดคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับ AI ของบริษัททะลุ 1 พันล้านยูโรไปแล้ว และการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเครือข่ายออปติคอลและ IP Routing คาดว่าจะสูงถึง 18-20%
การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของ Nokia เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากสองความเคลื่อนไหวหลัก ในเดือนตุลาคม 2025 Nvidia ประกาศลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐใน Nokia เพื่อร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์ม 6G แบบ AI-native แห่งแรกของโลก โดยผสานระบบคอมพิวติ้งขั้นสูงของ Nvidia เข้ากับเทคโนโลยีเครือข่ายการเข้าถึงวิทยุ (RAN) ของ Nokia จากนั้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 Nokia ได้เดินหน้าสร้างความทะเยอทะยานในธุรกิจศูนย์ข้อมูลอย่างจริงจังด้วยการเปิดตัว AI Networking Innovation Lab ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำหรับการร่วมคิดค้นนวัตกรรมและตรวจสอบสถาปัตยกรรมเครือข่ายประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบมาสำหรับการเทรน AI ขนาดใหญ่และการประมวลผล AI แบบเรียลไทม์ แล็บแห่งนี้ทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่าง AMD, Lenovo และ Supermicro ในการสร้างโซลูชันที่มีความหน่วงต่ำและปริมาณข้อมูลสูงสำหรับศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล
ความริเริ่มเหล่านี้ได้ย้ายตำแหน่งของ Nokia จากผู้ขายอุปกรณ์ที่พึ่งพาบริษัทโทรคมนาคม ไปสู่ผู้มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ศูนย์ข้อมูล AI จำเป็นต้องมี ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนมูลค่าหุ้นที่สูงขึ้น
การทะยานขึ้นพร้อมกันของหุ้นเทคโนโลยียุคเก่าเหล่านี้ เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในภูมิทัศน์การลงทุนด้าน AI
1. การใช้จ่ายของกลุ่ม Hyperscaler ยังคงร้อนแรง ยอดคำสั่งซื้อ AI คงค้าง 43 พันล้านดอลลาร์ของ Dell, รายได้ DCAI ที่พุ่งสูงของ Intel และยอดคำสั่งซื้อ AI พันล้านยูโรของ Nokia ล้วนเป็นสัญญาณว่าการใช้จ่ายมหาศาลของ Microsoft, Amazon, Google และ Meta ในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ยังคงไม่หยุดเพียงเท่านี้ การก่อสร้างทางกายภาพยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นถึงกลางเท่านั้น
2. โอกาสจากการลงทุน AI ได้ก้าวไปไกลเกินกว่า Nvidia หุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในปี 2026 ตามที่ Morningstar ระบุในเดือนพฤษภาคม ครอบคลุมถึงผู้ผลิตหน่วยความจำแฟลชอย่าง SanDisk บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอย่าง Bloom Energy ผู้ผลิตฮาร์ดไดรฟ์ Western Digital และบริษัทโซลูชันจัดเก็บข้อมูล Seagate ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI มูลค่าได้ย้ายจากผู้ผลิต GPU เพียงอย่างเดียว ไปสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์ ซีพียู อุปกรณ์เครือข่าย หน่วยความจำ และระบบไฟฟ้าที่อยู่แวดล้อม
3. การถูกเรียกว่า "ไดโนเสาร์" เคยเป็นการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์ ตลาดเคยมองข้ามบริษัทเหล่านี้และคาดว่าไม่มีการเติบโตอีกแล้ว แต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI นั้นต้องการการผลิตฮาร์ดแวร์ที่เชื่อถือได้ในปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทเหล่านี้ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและความสัมพันธ์กับองค์กรขนาดใหญ่เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง การที่ตลาดต้องอาศัยฮาร์ดแวร์ในการปรับใช้ AI ทำให้มูลค่ากระจายจาการออกแบบชิปไปสู่การผลิต การประกอบ และเครือข่าย
ท่ามกลางความตื่นเต้น การพุ่งขึ้นของราคาได้ทำให้มูลค่าหุ้นตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์จาก Morningstar ได้ตั้งคำถามอย่างชัดเจนว่า "ข่าวดี" ได้สะท้อนเข้าไปในราคาของหุ้นหลายตัวเหล่านี้หรือยัง การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจ Foundry ของ Intel ยังคงเผชิญความเสี่ยงในการดำเนินงานอย่างมาก Nokia ยังคงมีความเสี่ยงจากวัฏจักรการใช้จ่ายของบริษัทโทรคมนาคม และอัตรากำไรจากเซิร์ฟเวอร์ของ Dell นั้นบางกว่าบริษัท AI ที่เน้นซอฟต์แวร์โดยธรรมชาติ การฟื้นตัวเป็นเรื่องจริงและมีรายได้รองรับ แต่ช่วงเวลาแห่งการทำกำไรง่ายๆ อาจผ่านพ้นไปแล้ว
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ปรากฏการณ์ 'หุ้นไดโนเสาร์' คืนชีพในปี 2026: 7 หุ้นเทคโนโลยีจากยุคดอตคอม อาทิ Dell, Intel และ Nokia พุ่งเฉลี่ย 158% เพิ่มมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขานรับกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มหาศาล [33][34]
ปรากฏการณ์ 'หุ้นไดโนเสาร์' คืนชีพในปี 2026: 7 หุ้นเทคโนโลยีจากยุคดอตคอม อาทิ Dell, Intel และ Nokia พุ่งเฉลี่ย 158% เพิ่มมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขานรับกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มหาศาล [33][34] Dell ครองตำแหน่งผู้นำตลาดเซิร์ฟเวอร์ AI ด้วยยอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Backlog) สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Intel ทำลายสถิติราคาหุ้นที่ยืนยาวมานาน 26 ปี และ Nokia ที่นักลงทุนมองข้าม กลับพุ่งขึ้นกว่า...
การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นในกลุ่มนี้ ส่งสัญญาณว่าผลประโยชน์จากการลงทุน AI ได้กระจายตัวออกไปจาก Nvidia แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ 'ข่าวดี' เหล่านี้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นจนหมดแล้วหรือไม่?