หลังข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุด รัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ โดยส่งโดรนมากกว่า 200 ลำโจมตีเป้าหมายในยูเครนในช่วงข้ามคืน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่ามีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพื้นที่พลเรือน ทำให้ความหวังว่าการหยุดยิงชั่วคราวจะพัฒนาไปสู่สันติภาพระยะยาวลดลงอย่างมาก
สถานการณ์นี้ทำให้เห็นรูปแบบหนึ่งของสงครามยุคใหม่: การเจรจาไม่ได้หยุดการโจมตี แต่กลับเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากทั้งสองฝ่าย
หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะท้อนความตึงเครียดชัดเจนที่สุดคือการโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน รัสเซียได้ยิงโจมตีทางอากาศในเวลากลางคืน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน และสร้างความเสียหายต่ออาคารในเมืองรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการหารือเกี่ยวกับข้อเสนอแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ สนับสนุน ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการโจมตีครั้งใหญ่ในช่วงเวลาทางการทูตเช่นนี้เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อฝ่ายตรงข้ามบนโต๊ะเจรจา
ยูเครนเองก็เพิ่มการโจมตีข้ามพรมแดนเช่นกัน ในช่วงเวลาเดียวกันกับเหตุโจมตีเคียฟ มีรายงานว่าการโจมตีของยูเครนในภาคใต้ของรัสเซียทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และบ้านเรือนเสียหายหลายหลัง
ในช่วงหลัง ยูเครนใช้โดรนระยะไกลมากขึ้นเพื่อโจมตีเป้าหมายทางทหารหรือโครงสร้างพื้นฐานในรัสเซีย แม้อยู่ห่างจากแนวหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มต้นทุนของสงครามต่อมอสโกและแสดงให้เห็นว่ายูเครนยังสามารถโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียได้
ทั้งสองฝ่ายใช้เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนมุมมองของตนเกี่ยวกับการเจรจา
การกล่าวหาไปมานี้ทำให้ความไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายต่ำมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุข้อตกลงใด ๆ
แม้การเจรจาจะกลับมา แต่ยังมีประเด็นพื้นฐานหลายเรื่องที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้
ยูเครนต้องการการรับประกันด้านความมั่นคงระยะยาวจากพันธมิตรตะวันตก เพื่อป้องกันการรุกรานในอนาคต ข้อเสนอที่ถูกพูดถึงมีตั้งแต่การรับประกันแบบคล้ายมาตรา 5 ของ NATO ไปจนถึงรูปแบบการค้ำประกันโดยกลุ่มประเทศพันธมิตร
รัสเซียและยูเครนยังเห็นต่างอย่างมากเรื่องดินแดนที่ถูกยึดครองและกรอบการเมืองของข้อตกลงสันติภาพ รัสเซียผลักดันเงื่อนไขที่ยูเครนและพันธมิตรตะวันตกมองว่ายอมรับไม่ได้ ขณะที่ยูเครนและหลายประเทศยุโรปไม่ต้องการให้ข้อตกลงใด ๆ รับรองการได้ดินแดนของรัสเซียจากสงคราม
เจ้าหน้าที่หลายประเทศในยุโรปกังวลว่าหากข้อตกลงสันติภาพถูกมองว่าเป็นการ “ให้รางวัล” กับการรุกคืบของรัสเซีย ก็อาจทำให้ยูเครนอ่อนแอลงและเปิดโอกาสให้เกิดการรุกรานครั้งใหม่ในอนาคต
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนความขัดแย้งสำคัญของสงครามนี้: การทูตกำลังเดินหน้า แต่แรงกดดันทางทหารก็ยังคงเพิ่มขึ้น
โดรน มิสไซล์ และการโจมตีข้ามพรมแดนยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้เจรจากำลังพยายามหาทางออกทางการเมือง นั่นหมายความว่าในระยะสั้น การเจรจาอาจไม่ได้มุ่งยุติสงครามทันที แต่เป็นการกำหนดเงื่อนไขและอำนาจต่อรองสำหรับข้อตกลงในอนาคตมากกว่า