ในทางกลับกัน Musk ใช้เวลาพูดถึงรถยนต์และการผลิตน้อยกว่าหนึ่งในสามของการสนทนา และในการประชุมผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 สัดส่วนดังกล่าวลดลงต่ำกว่า 20%
Optimus ซึ่ง Tesla เปิดตัวในปี 2021 ก็มีเส้นทางคล้ายกัน ช่วงแรก Musk ใช้เวลาพูดถึงหุ่นยนต์ตัวนี้ราว 2% หรือน้อยกว่านั้น แต่ในช่วงหนึ่งปีล่าสุดที่อยู่ในการวิเคราะห์ Optimus กินสัดส่วนอย่างน้อย 10% ของคำพูด และเพิ่มขึ้นเกือบถึงหนึ่งในสามของเวลาพูดทั้งหมดในการประชุมไตรมาส 3 ปี 2025
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำศัพท์ที่ใช้ในเวทีนักลงทุน แต่เป็นการเปลี่ยนเรื่องเล่าหลักของบริษัทด้วย Musk เคยโต้แย้งว่า Tesla ไม่ควรถูกประเมินมูลค่าในฐานะ “บริษัทผลิตรถยนต์เท่านั้น” และเชื่อมโยงเหตุผลในการลงทุนเข้ากับโอกาสที่บริษัทจะทำให้ระบบขับขี่อัตโนมัติใช้งานได้จริง
ในกรอบคิดนี้ การพูดถึง AI ระบบขับขี่อัตโนมัติ โรโบแท็กซี่ และ Optimus จึงเป็นทั้งวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และข้อเสนอด้านมูลค่าหุ้น กล่าวคือ Tesla ในอนาคตควรเป็นบริษัทเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตรถยนต์
การเปลี่ยนจุดเน้นนี้เห็นได้ชัดที่สุดในคำพูดของ Musk ไม่ใช่ผู้บริหาร Tesla ทุกคน โดย Vaibhav Taneja ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และ Lars Moravy รองประธานฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ ยังคงพูดถึงผลประกอบการ การพัฒนารถยนต์ และการดำเนินงานด้านยานยนต์มากกว่า ตามการวิเคราะห์หัวข้อในการประชุม
ความแตกต่างนี้สอดคล้องกับหน้าที่ของแต่ละคน Taneja รับผิดชอบด้านการเงินในตำแหน่ง CFO ส่วน Moravy รับผิดชอบวิศวกรรมยานยนต์ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์
อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ไม่ได้พิสูจน์ว่า Musk เป็นผู้กำหนดลำดับความสำคัญภายใน Tesla เพียงคนเดียว และไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารคนอื่นไม่สนใจ AI หรือหุ่นยนต์ สิ่งที่เห็นได้คือบทบาทในการสื่อสารแตกต่างกันบนเวทีเดียวกัน: Musk เน้นเรื่องเล่าการเติบโตและการประเมินมูลค่าในระยะยาว ขณะที่ผู้บริหารคนอื่นพูดถึงผลิตภัณฑ์ ต้นทุน และการดำเนินงานที่ Tesla ต้องส่งมอบในปัจจุบันมากกว่า
TechCrunch และ Hudson Labs บริษัทวิจัยการเงินจากนิวยอร์ก ตรวจสอบบันทึกการประชุมสายประกาศผลประกอบการรายไตรมาสของ Tesla ย้อนหลังไปถึงปี 2019 โดยใช้ทรานสคริปต์จาก S&P Market Intelligence
จากนั้น Hudson Labs ใช้เครื่องมือวิจัย AI ชื่อ “Co-Analyst” จัดหมวดหมู่หัวข้อให้กับแต่ละประโยค และคำนวณว่าผู้พูดแต่ละคนกล่าวถึงหัวข้อต่าง ๆ บ่อยเพียงใดตลอดช่วงเวลา
วิธีนี้ทำให้แนวโน้มการสื่อสารสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์สะท้อนสัดส่วนคำพูดที่ถูกจัดอยู่ในหัวข้อหนึ่ง ๆ ไม่ได้วัดรายได้ งบวิจัยและพัฒนา กระแสเงินสด คุณภาพผลิตภัณฑ์ ความพร้อมทางเทคนิค หรือความสามารถในการทำกำไรของโครงการ
ดังนั้น ผลการศึกษาจึงแสดงให้เห็นว่า Musk เปลี่ยนสิ่งที่เน้นพูดกับนักลงทุน ไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงการ AI และหุ่นยนต์ของ Tesla กำลังสร้างผลตอบแทนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญแล้ว
จังหวะเวลาของการเปลี่ยนแปลงมีความสำคัญ เพราะแม้ Musk จะพูดถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากขึ้น แต่ธุรกิจรถยนต์ยังเป็นแกนหลักทางการเงินของ Tesla อยู่ TechCrunch ระบุว่าธุรกิจรถยนต์หลักของบริษัทหยุดเติบโตแล้ว ขณะที่ในช่วงเวลาที่อ้างถึง Tesla ยังคงส่งมอบรถยนต์เกือบ 500,000 คัน และได้รับเงิน 70% จากการขายรถยนต์
ขณะเดียวกัน Tesla วางแผนเพิ่มการใช้จ่ายด้านสินทรัพย์ถาวร หรือ capital expenditures (CapEx) เป็น 25,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ขณะที่บริษัทพยายามรับมือการแข่งขันและปรับตำแหน่งตัวเองให้เป็นบริษัทด้าน AI และหุ่นยนต์มากขึ้น
จึงเกิดความตึงเครียดใจกลางเรื่องราวของ Tesla: บริษัทในปัจจุบันยังพึ่งพารถยนต์ในเชิงการเงิน แต่ซีอีโอกำลังขอให้นักลงทุนประเมินมูลค่าบริษัทจากโอกาสของระบบขับขี่อัตโนมัติ โรโบแท็กซี่ และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
ด้วยเหตุนี้ AI และหุ่นยนต์จึงมีบทบาทอย่างมากในสมมติฐานมูลค่าของ Tesla ในอนาคต แม้หลักฐานที่มีอยู่จะยังไม่ยืนยันว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นแหล่งกำไรหลักที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวข้องกับ “จุดเน้น” ในการสื่อสาร Musk กำลังขยับจากความกังวลระยะใกล้ของการบริหารผู้ผลิตรถยนต์ ไปสู่ภาพระยะยาวของ Tesla ในฐานะแพลตฟอร์มด้านระบบอัตโนมัติ AI และหุ่นยนต์ ขณะที่คำพูดของผู้บริหารคนอื่นยังผูกอยู่กับธุรกิจยานยนต์และตัวชี้วัดการดำเนินงานมากกว่า
แต่การพูดถึง Optimus โรโบแท็กซี่ หรือ FSD มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าโครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการใช้งานจริง ขยายสู่ตลาดวงกว้าง หรือสร้างผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญแล้ว ตัวเลขที่วิเคราะห์สะท้อนว่าโครงการเหล่านี้สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ต่อเรื่องเล่าที่ Musk ใช้กับนักลงทุน ขณะที่ธุรกิจรถยนต์เดิมยังคงเป็นฐานทางการเงินหลักของ Tesla
ในทางกลับกัน Musk ใช้เวลาพูดถึงรถยนต์และการผลิตน้อยกว่าหนึ่งในสามของการสนทนา และในการประชุมผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2025 สัดส่วนดังกล่าวลดลงต่ำกว่า 20%
Optimus ซึ่ง Tesla เปิดตัวในปี 2021 ก็มีเส้นทางคล้ายกัน ช่วงแรก Musk ใช้เวลาพูดถึงหุ่นยนต์ตัวนี้ราว 2% หรือน้อยกว่านั้น แต่ในช่วงหนึ่งปีล่าสุดที่อยู่ในการวิเคราะห์ Optimus กินสัดส่วนอย่างน้อย 10% ของคำพูด และเพิ่มขึ้นเกือบถึงหนึ่งในสามของเวลาพูดทั้งหมดในการประชุมไตรมาส 3 ปี 2025
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำศัพท์ที่ใช้ในเวทีนักลงทุน แต่เป็นการเปลี่ยนเรื่องเล่าหลักของบริษัทด้วย Musk เคยโต้แย้งว่า Tesla ไม่ควรถูกประเมินมูลค่าในฐานะ “บริษัทผลิตรถยนต์เท่านั้น” และเชื่อมโยงเหตุผลในการลงทุนเข้ากับโอกาสที่บริษัทจะทำให้ระบบขับขี่อัตโนมัติใช้งานได้จริง
ในกรอบคิดนี้ การพูดถึง AI ระบบขับขี่อัตโนมัติ โรโบแท็กซี่ และ Optimus จึงเป็นทั้งวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์และข้อเสนอด้านมูลค่าหุ้น กล่าวคือ Tesla ในอนาคตควรเป็นบริษัทเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ไม่ใช่เพียงผู้ผลิตรถยนต์
การเปลี่ยนจุดเน้นนี้เห็นได้ชัดที่สุดในคำพูดของ Musk ไม่ใช่ผู้บริหาร Tesla ทุกคน โดย Vaibhav Taneja ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และ Lars Moravy รองประธานฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ ยังคงพูดถึงผลประกอบการ การพัฒนารถยนต์ และการดำเนินงานด้านยานยนต์มากกว่า ตามการวิเคราะห์หัวข้อในการประชุม
ความแตกต่างนี้สอดคล้องกับหน้าที่ของแต่ละคน Taneja รับผิดชอบด้านการเงินในตำแหน่ง CFO ส่วน Moravy รับผิดชอบวิศวกรรมยานยนต์ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์
อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์ไม่ได้พิสูจน์ว่า Musk เป็นผู้กำหนดลำดับความสำคัญภายใน Tesla เพียงคนเดียว และไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารคนอื่นไม่สนใจ AI หรือหุ่นยนต์ สิ่งที่เห็นได้คือบทบาทในการสื่อสารแตกต่างกันบนเวทีเดียวกัน: Musk เน้นเรื่องเล่าการเติบโตและการประเมินมูลค่าในระยะยาว ขณะที่ผู้บริหารคนอื่นพูดถึงผลิตภัณฑ์ ต้นทุน และการดำเนินงานที่ Tesla ต้องส่งมอบในปัจจุบันมากกว่า
TechCrunch และ Hudson Labs บริษัทวิจัยการเงินจากนิวยอร์ก ตรวจสอบบันทึกการประชุมสายประกาศผลประกอบการรายไตรมาสของ Tesla ย้อนหลังไปถึงปี 2019 โดยใช้ทรานสคริปต์จาก S&P Market Intelligence
จากนั้น Hudson Labs ใช้เครื่องมือวิจัย AI ชื่อ “Co-Analyst” จัดหมวดหมู่หัวข้อให้กับแต่ละประโยค และคำนวณว่าผู้พูดแต่ละคนกล่าวถึงหัวข้อต่าง ๆ บ่อยเพียงใดตลอดช่วงเวลา
วิธีนี้ทำให้แนวโน้มการสื่อสารสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์สะท้อนสัดส่วนคำพูดที่ถูกจัดอยู่ในหัวข้อหนึ่ง ๆ ไม่ได้วัดรายได้ งบวิจัยและพัฒนา กระแสเงินสด คุณภาพผลิตภัณฑ์ ความพร้อมทางเทคนิค หรือความสามารถในการทำกำไรของโครงการ
ดังนั้น ผลการศึกษาจึงแสดงให้เห็นว่า Musk เปลี่ยนสิ่งที่เน้นพูดกับนักลงทุน ไม่ได้พิสูจน์ว่าโครงการ AI และหุ่นยนต์ของ Tesla กำลังสร้างผลตอบแทนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญแล้ว
จังหวะเวลาของการเปลี่ยนแปลงมีความสำคัญ เพราะแม้ Musk จะพูดถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากขึ้น แต่ธุรกิจรถยนต์ยังเป็นแกนหลักทางการเงินของ Tesla อยู่ TechCrunch ระบุว่าธุรกิจรถยนต์หลักของบริษัทหยุดเติบโตแล้ว ขณะที่ในช่วงเวลาที่อ้างถึง Tesla ยังคงส่งมอบรถยนต์เกือบ 500,000 คัน และได้รับเงิน 70% จากการขายรถยนต์
ขณะเดียวกัน Tesla วางแผนเพิ่มการใช้จ่ายด้านสินทรัพย์ถาวร หรือ capital expenditures (CapEx) เป็น 25,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ขณะที่บริษัทพยายามรับมือการแข่งขันและปรับตำแหน่งตัวเองให้เป็นบริษัทด้าน AI และหุ่นยนต์มากขึ้น
จึงเกิดความตึงเครียดใจกลางเรื่องราวของ Tesla: บริษัทในปัจจุบันยังพึ่งพารถยนต์ในเชิงการเงิน แต่ซีอีโอกำลังขอให้นักลงทุนประเมินมูลค่าบริษัทจากโอกาสของระบบขับขี่อัตโนมัติ โรโบแท็กซี่ และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
ด้วยเหตุนี้ AI และหุ่นยนต์จึงมีบทบาทอย่างมากในสมมติฐานมูลค่าของ Tesla ในอนาคต แม้หลักฐานที่มีอยู่จะยังไม่ยืนยันว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นแหล่งกำไรหลักที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวข้องกับ “จุดเน้น” ในการสื่อสาร Musk กำลังขยับจากความกังวลระยะใกล้ของการบริหารผู้ผลิตรถยนต์ ไปสู่ภาพระยะยาวของ Tesla ในฐานะแพลตฟอร์มด้านระบบอัตโนมัติ AI และหุ่นยนต์ ขณะที่คำพูดของผู้บริหารคนอื่นยังผูกอยู่กับธุรกิจยานยนต์และตัวชี้วัดการดำเนินงานมากกว่า
แต่การพูดถึง Optimus โรโบแท็กซี่ หรือ FSD มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าโครงการเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการใช้งานจริง ขยายสู่ตลาดวงกว้าง หรือสร้างผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญแล้ว ตัวเลขที่วิเคราะห์สะท้อนว่าโครงการเหล่านี้สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ต่อเรื่องเล่าที่ Musk ใช้กับนักลงทุน ขณะที่ธุรกิจรถยนต์เดิมยังคงเป็นฐานทางการเงินหลักของ Tesla